เจาะลึกทัพ ”หงส์เเดง” ยุคไร้เทียมทานหลังผ่านครึ่งซีซั่น


หรือเขาจะมาแน่?

บทวิเคราะห์ ลิเวอร์พูล ทีมจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกอังกฤษในขณะนี้ หลังจากผ่านครึ่งทางของฤดูกาล 2018/19


พรีเมียร์ลีก ผ่านไป 19 นัด ลิเวอร์พูล จบครึ่งฤดูกาลแรกไปอย่างเกินความคาดหมาย นำเป็นจ่าฝูง ชนะ 16 นัด เสมอ 3 นัด ยังไม่แพ้ใคร นำอันดับ 2 ที่กลับกลายเป็น สเปอร์ส อยู่ 6 แต้ม

51 แต้ม ของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ได้มาหลังผ่านการเล่นไป 19 นัด และลองย้อนกลับไปว่าหงส์แดงแข่งกี่นัดถึงจะเก็บได้ 51 แต้ม

2017-2018: 26 นัด

2016-2017: 27 นัด

2015-2016: 32 นัด

2013-2014 (จบที่ 2): 26 นัด

2008-2009 (จบที่ 2): 24 นัด


แผนการเล่น

ลิเวอร์พูล ยึดในแผนการเล่น 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 มาตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล จังหวะการเล่น อาจจะไม่ได้เร้าใจ หรือ เพรซซิ่งคู่แข่งตลอด 90 นาที ก็จริง แต่ฤดูกาลนี้ ด้วยความมั่นใจในเกมรับ ลิเวอร์พูล รู้จักใช้จังหวะในการคุมเกม และเปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ต่อบอลเข้ามาบ้าง แต่จะไม่ให้นานเกิน 5-10 นาที ก่อนที่จะกลับมาครองบอลอีกรอบ ซึ่งเป็นแผนการเล่นที่ค่อนข้างสมดุล


มีการหมุนเวียนนักเตะทั้งหมด 21 คน ลงในสนาม

  • ผู้รักษาประตูใช้เพียงคนเดียว คือ อลิซซอน (19 นัด = 1,710 นาที)
  • แบ็คขวา มีการหมุนเวียนสลับกัน ทั้งโกเมซ และไคลน์ในระยะหลัง โดยใช้ เทรนด์ อาโนลด์ มากที่สุด (14 นัด = 1,234 นาที) แต่แบ็คซ้าย เป็น แอนดี้ โรเบิร์ตสัน เป็นหลัก (17 นัด = 1,522 นาที)
  • เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ฟาน ไดจ์ เป็นตัวหลัก (19 นัด = 1,675 นาที) และสลับอีกคนมาคอยยืนคู่ตามอาการบาดเจ็บ
  • กองกลาง ลิเวอร์พูล สลับหมุนเวียนกองกลาง 6 คน (รวมลัลลาน่า) + 1 ชากิรี่ ลงใน 3 ตำแหน่ง แต่คนที่ได้ลงสนามมากที่สุด คือ ไวจ์นัลดุม (18 นัด = 1,430 นาที) รองลงมาเป็น เจมส์ มิลเนอร์ (16 นัด = 1,068 นาที)
  • กองหน้า ลิเวอร์พูล แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง สามประสานแดนหน้า โดยทั้ง ซาล่าห์ (19 นัด = 1,579 นาที) เฟอร์มิโน่ (19 นัด = 1,431 นาที) และ มาเน่ (17 นัด = 1,438 นาที)

นักเตะยอดเยี่ยม

นักเตะทุกคนของลิเวอร์พูลล้วนมีส่วนทำให้ลิเวอร์พูลบินสูงอยู่ในขณะนี้ แต่สถิติลงสนามด้านบน เป็นตัวบ่งบอกได้อย่างดีว่า ใครควรจะได้รับเครดิตมากที่สุดตรงนี้ของลิเวอร์พูล

  1. อลิซซอน ลงสนาม 19 นัด ไม่เสียประตู 12 นัด และเสียไปเพียง 7 ประตู ถือเป็นเครื่องการันตีความยอดเยี่ยมของ อลิซซอน เป็นอย่างดี โดย เมือเทียบกับ เกป้า (ไม่เสียประตู 8 นัด) และ เอเดอร์ซอน (ไม่เสียประตู 8 นัด) อลิซซอน ยังทำได้ดีกว่า ใน จำนวนลูกเซฟ 45-41-32 %เ ซฟสำเร็จ 86.54-71.93-68.09 ซึ่ง 2 ลูก ที่อลิซซอน เสียเกิดจากความผิดพลาดส่วนตัว ผู้เขียนเองในตอนแรกไม่คาดคิดว่า ผู้รักษาประตูแค่ 1 คน จะสามารถเปลี่ยนทีมได้มากมายเช่นนี้ และ อลิซซอน ก็ทำให้รู้สึกว่าคิดผิด…
  2. เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เจ้าของสถิติกองหลังค่าตัวสูงที่สุดในโลก เป็นอีกหนึ่งการเสริมตัวที่ดีที่สุดของหงส์แดง จากฟอร์มการเล่นทำให้ลืมเรื่องราคาค่าตัวไปโดยปริยาย โดยเมื่อเทียบกับกองหลังที่เล่นทั้ง 19 นัด อย่าง ลาปอร์ต (แมนฯซิตี้) หรือ รูดิเกอร์ (เชลซี) ฟาน ไดค์ทำได้ดีกว่าทุกอย่าง และกลายเป็นหัวใจในเกมรับที่ลิเวอร์พูลจะขาดไปเสียไม่ได้แล้วในตอนนี้
  3. แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ใครจะคิดว่า แบ็คซ้ายตัวจิ๋ว เจ้าของค่าตัว 8 ล้านปอนด์ และกัปตันทีมชาติสก็อตแลนด์ จะเข้ามาเป็นขวัญใจของเดอะค็อป ได้อย่างรวดเร็ว การลงสนามเป็นตัวหลัก 17 นัดของลิเวอร์พูล เมื่อเทียบกับ นักเตะในตำแหน่งเดียวกัน อย่าง มาร์กอส อลองโซ่ (เชลซี) หรือ ฟาน แวน โฮลท์ (คริสตัลพาเลซ) และ เบน ชิลเวลล์ (เลสเตอร์) ไม่น่าเชื่อว่า โรเบิร์ตสัน ที่ยังไม่เคยได้รับใบเหลืองแม้แต่ใบเดียว สถิติในเกมบุก เป็นรอง อลองโซ่ เพียงคนเดียว แต่เรื่องอื่นๆดีกว่าทั้งหมด และถ้าพูดถึงเรื่องความครบเครื่อง ผมเชื่อว่า เค้าน่าจะเป็นว่าที่ แบ็คซ้าย ที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษในเวลานี้ได้
  4. จอร์จินิโอ ไวจ์นาลดุม นักเตะผู้ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง…. นับตั้งแต่ย้ายจาก นิวคาสเซิ่ล มาอยู่กับลิเวอร์พูล ถึงแม้ว่าสถิติการยิงประตูจะดูด้อยลงไป แต่ ไวน์ดาลดุม ได้เพิ่มพลังแฝงให้กับลิเวอร์พูล มิดฟิลด์ทีมชาติฮอลแลนด์ผู้นี้ วิ่งขึ้นวิ่งลง คอยบัญชาเกม และขับเคลื่อนเกมของลิเวอร์พูลอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนกับทำให้เกมรุก และรับของลิเวอร์พูล ง่ายขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
  5. โม ซาล่าห์ ก่อนเริ่มฤดูกาล ไม่มีใครเชื่อว่า โม ซาล่าห์ จะสามารถทำได้เหมือนกับในฤดูกาลก่อน แต่ถึงแม้ว่า มันจะไม่เท่าทัดเทียมกับฤดูกาลก่อน แต่ดูเหมือนว่า โม ซาล่าห์ จะเป็นหนึ่งคนที่ลิเวอร์พูลขาดไม่ได้แล้วในตอนนี้ 12 ประตู กับ 6 แอสซิสต์ เมื่อเทียบกับ อีกสองคนในแดนหน้า มาเน่ (7 ประตู 1 แอสซิสต์) กับ เฟอร์มิโน่ (4 ประตู 3 แอสซิสต์) ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลยังต้องการให้ซาล่าห์ ลงสนามเป็นตัวหลักอย่างต่อเนื่อง..และแฟนฟุตบอลทุกคนต้องภาวนาให้ ซาล่าห์มีความพร้อมในทุกๆนัด

จุดอ่อน

จุดอ่อน ของลิเวอร์พูล ซึ่งดูเหมือนปีนี้ จะเป็นการตั้งใจให้เป็นจุดอ่อน คือการเปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ มีโอกาสได้ทำเกม และยิงประตู มากกว่าในฤดูกาลก่อน….

แต่ความแข็งแกร่งในเกมรับ ทำให้คู่แข่ง ได้แต่ลูกยิงที่ยาก หรือครองบอลแต่ไม่มีโอกาสได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก

การขึ้นนำ แต่นำไม่ขาด ในครึ่งฤดูกาลแรกไม่ส่งผลเสียมากนัก แต่ใครจะรู้ว่า ในครึ่งฤดูกาลหลังมันอาจจะเป็นปัจจัยโดยตรงกับการลุ้นแชมป์ของลิเวอร์พูลก็เป็นได้

อีก 1 จุดที่ลิเวอร์พูล ต้องระวัง คือ อาการบาดเจ็บของ ซาล่าห์ และ ฟานไดค์ (มาเน่) 2 คนแรก ลิเวอร์พูล ไม่สามารถยอมให้มีอาการบาดเจ็บในระยะยาวได้อย่างแน่นอน ซึ่งถ้าหากมีใครซักคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ มันจะส่งผลกระทบต่อลิเวอร์พูล อย่างแน่นอน

กรณีของมาเน่ การมีมาเน่ ทำให้ซาล่าห์เล่นง่ายขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย


การเสริมทัพ

สองตำแหน่ง ที่ลิเวอร์พูล หากสามารถเสริมทัพได้ ควรจะได้รับการพิจารณาคือ ตำแหน่งของ ซาล่าห์ และ ฟานไดค์ นั่นเอง

ดูเหมือนว่า เปิดตลาดรอบนี้ อาจจะมีผู้เล่นให้เลือกได้ไม่มากนัก แต่ในการลุ้นแชมป์ในระยะยาว บางที 2 ตำแหน่งนี้ ก็อาจจะมีความจำเป็น ก็เป็นได้


นัดที่เหลือ

ผ่านไป 19 นัด ลิเวอร์พูล เก็บไป 51 คะแนน ในนัดที่เหลืออีก 19 นัด ตามทฤษฎี ลิเวอร์พูลสามารถทำคะแนนหล่นได้ 5 คะแนน (แพ้ 1 เสมอ 1)

คาดว่าเกมในบ้านของลิเวอร์พูล กับทีมที่ไม่ใช่ 6 อันดับแรก น่าจะเป็นสิ่งที่ลิเวอร์พูล ต้องเก็บชัยชนะเข้ามาอยู่ในกระเป๋าให้ได้ในเบื้องต้น เช่นเดียวกับ การไปเยือนทีมที่อยู่ในครึงล่างของตารางเช่นกัน หากเป็นไปอย่างคาด เท่ากับว่า ลิเวอร์พูล จะเหลืองานที่คาดว่ายาก และอาจจะเสียแต้ม ได้อยู่ 8 นัด

(เหย้า) อาร์เซนอล, (เยือน) แมนฯซิตี้, (เยือน) ไบร์ทตัน, (เยือน) เวสต์แฮม, (เยือน) เอฟเวอร์ตัน, (เหย้า) สเปอร์ส, (เหย้า) เชลซี

(ขออนุญาต ใส่ชื่อ ไบร์ทตัน กับ เวสต์แฮม ซึ่งคิดว่าไม่ใช่งานง่ายลงไปด้วย ตามความคิดเห็นส่วนตัว)

24 แต้มในนี้ เชื่อว่า ถ้าลิเวอร์พูล เก็บได้ซัก 15 แต้ม ก็น่าจะสามารถลุ้นคว้าแชมป์ได้ นั่นแปลว่า 2 เกม กับ อาร์เซนอล และ แมนซิตี้ ที่กำลังจะเกิดขึ้น น่าจะเป็นตัวบอกความสำเร็จในฤดูกาลนี้ของลิเวอร์พูลได้เป็นอย่างดี….


Powered by UFABET

เมื่อบุคคลใน พรีเมียร์ลีก กลายมาเป็นตัวละครในหนังช่วง คริสต์มาส

คุณอาจจะไม่เคยคาดคิดว่า พรีเมียร์ลีก และ หนังคลาสสิคในช่วงคริสต์มาสต์ จะหยิบมารวมกันได้… แต่ Huw Davies ได้ทำมันลงไปแล้ว


เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ (สเปอส์) เป็น… เควิน แม็คอัลลิสเตอร์ ใน Home Alone

ระหว่างหนังเรื่อง Gremlins, The Snowman และ Home Alone มีอะไรที่เหมือนกันรู้ไหม? ใช่แล้ว มันเป็นเรื่องราวของเด็กที่อยู่ในสถานการณ์อันตราย และก็ไม่มีเรื่องไหนเทียบเท่ากับ Home Alone หนังที่ทำให้ Macaulay Calkin กลายเป็นดาราชื่อดังรวมถึง Joe Pesci ที่พึ่งได้รางวัล Oscar มาจากเรื่อง Goodfellas มาเล่นเป็นโจร

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ เควิน(โปเช็ตติโน่) ถูกทิ้งไว้ที่บ้านอย่างไม่ตั้งใจโดย พ่อแม่(ประธานสโมสร) ให้อยู่ตัวคนเดียวและต้องปกป้อง บ้าน(สโมสร) ด้วยอุบายโดยการสร้างกับดักต่างๆไม่ให้โจรเข้ามาขโมยของ(ทำให้ มุสซา ซิสโซโก้ เล่นฟุตบอลให้เก่งขึ้น)


คริส ฮิวจ์ตัน (ไบรท์ตัน) เป็น… คริส คินเกิล ใน Miracle On 34th Street

อัธยาสัยดี ใจกว้างดั่งมหาสมุทร เป็นที่รักของทุกคน และแทบจะเป็นอมตะ

คุณรู้ไหมว่า ฮิวจ์ตัน อายุถึง 60 แล้ว? เขาเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่อายุมากที่สุดใน 4 ดิวิชั่นของลีก อังกฤษ มีมาสค็อตบางทีมที่ดูแล้วน่าจะรีไทร์ก่อนเขาอีก


มารูยาน เฟลไลนี่ (แมนฯยู) เป็น… EDWARD SCISSORHANDS

เขาเป็นตัวประหลาด และนักทำลายล้างที่ถูกทิ้งโดยผู้ที่สร้างเขาขึ้นมาโดยมีผมฟูยาวและไม่มีที่ไหนในโลกที่ไว้ใจเขา แต่สิ่งที่เขาต้องการก็แค่คนเพียงคนเดียวที่เชื่อในตัวเขา

คริสต์มาสปีนี้ เปิดใจของคุณให้กับเรื่องราวของชายผิดปกติผู้ได้ค้นพบบ้านใหม่ บุคคนที่ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนและได้รับพลังแห่งรักช่วยให้เขาก้าวผ่านจากตัวประหลาดกลายเป็นกองหน้าตัวเป้าชั่วคราวเมื่อทีมต้องการประตู


ฌอน ไดซ์ (เบิร์นลีย์) เป็น… THE SNOWMAN

ลองจินตนาการว่าเด็กในภาพคือแฟนบอลเบิร์นลีย์ที่ได้เจอกับฮีโร่ที่เต็มไปด้วยความสุขุมเข้ามาอยู่ในชีวิตของเด็กคนนั้นและสร้างความสุขให้อย่างล้นหลาม พวกเขาเล่นด้วยกัน, พบเจอสิ่งเจ๋งๆมากมาย, ได้พบผู้คนใหม่ๆ และสุดท้ายขึ้นไปเดินอยู่กลางอากาศ ทะยานไปทั่วยุโรปสร้างการเดินทางที่ลืมไม่ลง ก่อนที่จะกลับบ้านมาฝันถึงวันพรุ่งนี้ต่อไป

แต่พอตืนขึ้นมา เจ้าตุ๊กตาหิมะสโนว์แมนได้ละลายไปแล้ว… ก็นะ อย่างน้อยประสบการณ์การไปยูโรป้าก็เป็นอะไรที่สนุกถึงแม้มันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของพวกเขา


ดาวิด ลุยซ์ (เชลซี) เป็น… กิซโม/สไตรป์ ใน Gremlins

มันเป็นเพื่อนมีขนที่มีหน้าตาตลกแต่ก็ดูสดใส จนกระทั่งมันสลัดคราบและทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า บางทีเหตุผลที่แท้จริงที่ บราซิล พ่ายแพ้ 7-1 ต่อ เยอรมัน ในปี 2014 เพราะว่า ฟิล สโคลารี่ บังเอิญให้อาหารกับ ลุยซ์ หลังเที่ยงคืน… และในคืนนั้นมีฝนตกลงมาอีกด้วยนะ…


โชเซ่ มูรินโญ่ เป็น… ไมเคิล เคน ในบทบาท Ebenezer Scrooge

เขาคือตาแก่หัวงอกสติเลอะเลือน…


Powered by UFABET

9 อดีตแข้งนอกไทยลีก ที่น่าหวนคืนลีกไทยอีกครั้ง

COME BACK

รวมอดีตนักเตะในโควต้าต่างชาติที่เลือกย้ายออกจากดินแดนสยามประเทศออกไปแต่เราอยากให้เขากลับมาค้าแข้งที่ ไทยลีก อีกครั้ง จะมีใครบ้าง ติดตามได้ที่นี่


โก ซุล กิ

อดีตกองกลางดีกรีแชมป์ไทยลีกกับ บุรีรัมย์ ตัดสินใจกลับไปเล่นในบ้านเกิดให้กับ อินชอน ยูไนเต็ด ด้วยสัญญายืมตัวและ โก ก็ได้ยืนเป็นกองกลางตัวจริงให้กับทีมอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมในช่วงท้ายฤดูกาลอีกด้วย

แต่ถึงอย่างนั้น Sport Seoul สื่อกีฬาของ เกาหลีใต้ ออกมาเผยว่า อินชอน ยูไนเต็ด ไม่ตัดสินใจยื่นซื้อกองกลางวัย 32 ปี ไปร่วมทีมถาวร และก็เป็นสโมสรการท่าเรือ ที่จะปิดดีลดึงกองกลางชาวเกาหลีใต้ไปยืนในแผงกลางสู้ศึกฤดูกาลหน้า


แอนทอน เซมเลียนูคิน

เพลย์เมกเกอร์ชาว คีร์กีซสถาน เข้ามาแจ้งเกิดกับ ศรีษะเกษ เอฟซี ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับ สุโขทัย เอฟซี ในปีต่อมา แต่เขาก็ถูกตัดชื่อออกในช่วงหมดเลกแรกอย่างรวดเร็วเนื่องจากไม่สามารถแย่งตำแหน่งตัวจริงในทีมของ ‘โค้ชเบ๊’ ได้

แข้งวัย 30 ปี ตัดสินใจลาไทยลีกไปซบทีมในลีกรองของ รัสเซีย และต่อมาที่ลีกสูงสุดของ คาซักสถาน แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้รับโอกาสลงเล่นเหมือนเดิมทำให้ยังเป็นผู้เล่นไร้สังกัดในตอนนี้

ไม่แน่ว่าหากเขาเลือกที่จะกลับมาในไทยลีกอีกครั้ง กับทีมระดับเล็กที่เปิดโอกาสให้เขาได้เล่นอย่างอิสระอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีของเจ้าตัวในการได้กลับมาส่งสนามอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง


ฟิลิเป้ อเซโวโด้

แข้งชาว บราซิล ที่ เชียงราย ยูไนเต็ด อิมพอร์ตมาจาก ‘เซเรียอา’ ลีกสูงสุดของบราซิล และดีกรีของ ฟิลิเป้ อเซเวโด้ ก็ไม่ได้ไว้แค่ขู่ฝ่ายตรงข้ามเมื่อเจ้าตัวทำไป 27 ประตูจากการลงสนาม 38 เกมในทุกรายการ และยังมีส่วนช่วยให้ทีม ‘กว่างโซ้ง’ เถลิงคว้าแชมป์ ช้าง เอฟเอคัพ ซึ่งเป็นแชมป์ระดับเมเจอร์ในประเทศครั้งแรกของทีมจากแดนเหนือ

ขณะที่เพื่อนร่วมชาติในทีม เชียงราย อย่าง เอเวอร์ตัน และ วานเดอร์ หลุยส์ เลือกที่จะย้ายซบ ‘แข้งเทพ’ ในปีต่อมา เจ้าตัว อเซเวโด้ เองเลือกที่จะกลับไปเล่นที่บ้านเกิดเนื่องจากมีอาการโฮมซิก และเขาก็เลือกที่จะย้ายกลับไปซบทีม เซียร่า เอสซี ที่อยู่ในลีกสูงสุดเหมือนเดิม แต่ทั้งฤดูกาล ฟิลิเป้ ยิงได้เพียงแค่ 1 ประตูจากการลงสนาม 32 เกม และทีมก็อยู่รอดจากโซนตกชั้นเพียงแค่ 2 คะแนน

ด้วยฝีเท้าที่เขาได้แสดงให้แฟนๆ เชียงราย และ ไทยลีก ได้เห็น ก็ปฏฺิเสธไม่ได้ว่าเขาคือนักเตะระดับต้นๆในดินแดนสยาม ถ้าหากว่าเจ้าตัวอยากลองดูอีกซักครั้งในต่างแดนและโหยหาความสำเร็จ ไทยลีก ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย


อันดริย่า คาลูเดโรวิช

กองหน้าสัญชาติ เซอร์เบียร์ ที่เคยมาค้าแข้งอยู่กับ การท่าเรือ ในฤดูกาล 2017 แต่ก็ทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจมากเท่าไหร่นัก ทำให้ไม่ได้รับโอกาสลงเล่นมากนัก ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายไปร่วมทีม เวลลิงตัน ฟีนิกซ์ ในเอลีก

คาลูเดโรวิช ได้ยืนหัวหอกเป้นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอให้ต้นสังกัดใหม่ที่ดินแดนจิงโจ้ และทำประตูไป 9 ลูกจาก 23 เกมที่ลงสนาม ปัจจุบัน เข้าตัวเล่นอยู่กับทีม เดห์ลี ไดนาโม ใน อินเดียน ซูเปอร์ ลีก และจะหมดสัญญาลงในช่วงตลาดเลกสองของ ไทยลีก ถ้าหากทีมไหนที่มีปัญหาในแดนหน้า หัวหอกวัย 31 ปีรายนี้ ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ


ออสมาร์

กองหลังชาวสเปน ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกว่าเป็นกองหลังที่ดีที่สุดที่ไทยลีกเคยมีมา ได้บอกลา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปร่วมทีม เอฟซี โซล และ ออสมาร์ ก็พาทีมคว้าแชมป์ เคลีก ได้ในฤดูกาล 2016 ที่เขาได้รับปลอกแขนกัปตันทีม และต่อมาก็สร้างสถิติเป็นนักเตะต่างชาติที่ลงสนามมากที่สุดใน เคลีก

กองหลังชาวสเปน ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกว่าเป็นกองหลังที่ดีที่สุดที่ไทยลีกเคยมีมา ได้บอกลา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปร่วมทีม เอฟซี โซล และ ออสมาร์ ก็พาทีมคว้าแชมป์ เคลีก ได้ในฤดูกาล 2016 ที่เขาได้รับปลอกแขนกัปตันทีม และต่อมาก็สร้างสถิติเป็นนักเตะต่างชาติที่ลงสนามมากที่สุดใน เคลีก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ออสมาร์ ได้ย้ายไปร่วมทีม เซเรโซ่ โอซาก้า ในเจลีก และด้วยอาการบาดเจ็บที่รบกวนก็ทำให้เขาได้ลงสนามให้ นักรบซากุระ ไปแค่ 23 เกมในทุกรายการ

สัญญาของ กองหลังวัย 30 ปียังอยู่กับ เอฟซี โซล จะหมดในสิ้นปีนี้ ถ้าหาก ออสมาร์ เลือกไม่ไปหาประสบการณ์ในลีกอื่นอย่างเช่น ‘ไชนีส ซูเปอร์ลีก’ หรือเลือกค้าแข้งใน ‘เจลีก’ ต่อ การกลับมา ‘ไทยลีกง ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีหากมีทีมไหนที่มีเงินหนาพอสำหรับค่าเหนื่อยของเขา


เจย์ โบธรอย

มีข่าวออกมาว่า กองหน้า อีกคนในทีม คอนซาโดเล่ ซัปโปโร อย่าง เคน โทคุระ กำลังจะย้ายไปร่วมทีม เซเรโซ่ โอซาก้า ส่วนทางด้าน เจย์ โบธรอย ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รับสัญญาใหม่ หลังจากมีข่าวออกมาว่าทีมเล็งที่จะเสริมกองหน้าบราซิลคนใหม่มาร่วมทัพในปีหน้า

และเมื่อพิจารณาถึงสไตล์การเล่นของโค้ช ‘มิช่า’ มิไฮโล เปโตรวิช ที่มักจะชื่นชอบการเล่นฟุตบอลเท้าสู่เท้าบนพื้นมากกว่าเล่นลูกกลางอากาศที่เป็นจุดแข็งของกองหน้าสัญชาติ อังกฤษ ก็ทำให้เราคิดว่า โบธรอยด์ อาจจะไม่ได้เล่นร่วมกับ ชนาธิป ต่อไปในฤดูกาลหน้า

ด้วยอายุอานามที่ปาเข้าไปแล้ว 36 ปี ก็อาจจะทำให้ โบธรอยด์ เลือกที่จะเล่นใน เจลีก ที่ถือว่าเขาทำได้ดีในฤดูกาลที่แล้ว หรืออาจจะกลับไปที่ อังกฤษ บ้านเกิดของเขา หรืออีกตัวเลือกที่น่าสนใจ… กลับมาแก้มือใน ไทยลีก อีกครั้ง?


จูเนียร์ เนเกรา

อดีตกองหน้าชาวแซมบ้าที่ เมืองทองฯ ส่งตัวไปให้กับ พัทยา ยูไนเต็ด หลังเล่นได้ไม่เข้าตาในเกม แชมเปี้ยนส์ลีก และถ้วยพระราชทาน ก. แต่ เนเกา ก็กลับมากลายเป็นสุดยอดกองหน้าอีกครั้งกับ ‘โลมามหาภัย’ แต่ก็ต้องแยกทางกันเมื่อจบฤดูกาลด้วยปัญหาด้านสัญญา

เนเกา เลือกย้ายซบ แดกู เอฟซี ทีมจาก เคลีก ในปีต่อมา แต่ก็ประสบอาการบาดเจ็บยาว ได้กลับมาลงสนามแค่ช่วงหลัง แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยิงไป 10 ประตูจาก 11 เกมให้กับทีมในช่วงท้าย ก็ทำให้ในฤดูกาลต่อมา เนเกา ได้เลือกเซ็นซบ อุลซาน ฮุนได และระเบิดฟอร์ม ยิงไป 27 ประตูจาก 39 นัดที่ลงเล่น

แน่นอนว่าจากสถิติการทำประตูทั้งใน ไทยลีก และ เคลีก ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เนเกา เป็นกองหน้าที่อันตรายอย่างแท้จริง และก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับทีมที่มีปัญหาในแดนหน้า เพราะเขาจะหมดสัญญากับทีมสิ้นปีนี้ แต่เชื่อว่าค่าเหนื่อยของเจ้าตัวตอนนี้ น่าจะพุ่งขึ้นไปสูงมากแล้วแต่จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน


ราฟาเอล บาสโตส

อดีตกองหน้าของบุรีรัมย์ที่เข้ามาในเลกสองและมีส่วนช่วยให้ทีมสามารถคว้าแชมป์ ไทยลีก ฤดูกาล 2017 โดยเขามีช่วงที่ฟอร์มร้อนแรง มีส่วนร่วมในการทำประตู 5 เกมติดต่อกัน ก่อนที่จะถูกดรอปไปเป็นตัวสำรองอีกครั้งและย้ายออกจากทีมหลังอยู่ด้วยกันแค่ครึ่งเลก

ปัจจุบัน บาสโตส ค้าแข้งอยู่กับ มุมไบ ซิตี้ และยังเป็นตัวหลักของทีมที่มีส่วนช่วยให้ทีมอยู่ในอันดับ 2 ของตารางคะแนนอยู่ในตอนนี้ และเราก็คิดว่า แข้งอดีตแชมป์ไทยลีกคนนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจที่จะดึงกลับมาโลดแล่นใน ไทยลีก อีกครั้ง


กิลเบิร์ต คูมสัน

ปีกความเร็วสูงสัญชาติ กาน่า ที่มาเติบโตในเมืองไทยตั้งแต่อายุ 16 ปี จนกระทั่งเขาได้ยกระดับตัวเองไปเล่นในลีก นอร์เวย์ กับทีม ซองน์ดาล ที่เคยยืมตัวเขาไปชุบตัวอยู่ 6 เดือน ก่อนที่จะดึงตัวไปถาวรในปี 2016

แน่นอนว่าด้วย อายุ, ฝีเท้า และค่าเหนื่อยระดับ คูมสัน หลายคนอาจจะคิดว่าเขาจะกลับมาที่ ไทยลีก เพื่ออะไร? แต่เมื่อพิจารณาจากนิสัยของเจ้าตัวที่เป็นคนขี้เล่นอารมณ์ดี มีเพื่อนสนิทมากมายในช่วงที่ค้าแข้งอยู่กับ บีอีซี เทโร รวมถึง การปรับตัวเข้ากับเมืองไทยได้แล้วเพราะย้ายมาอาศัยตั้งแต่อายุยังน้อยจนพูดภาษาไทยได้ ก็ทำให้เราคิดว่า ‘ไทยลีก’ อาจจะเป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้สำหรับ คูมสัน เมื่อเขามีอายุที่มากกว่านี้และอยู่ในช่วงที่โรยราแล้ว


Powered by UFABET

10 บททดสอบสุดท้าทายใน FM2019 ที่เราท้าให้คุณลอง

กำลังมองหาบททดสอบสำหรับแผนการเล่นสุดเทพของคุณอยู่งั้นหรือ? งั้นลองมาทำบททดสอบสุดหินที่เราได้นำมาให้คุณดูสิ!

10. พา SALFORD CITY ไต่ระดับลีกขึ้นมา

ซัลฟอร์ด กำลังอยู่ในช่วงที่แรงจัด พวกเขาเลื่อนชั้นขึ้นมา 3 ครั้งใน 4 ปีล่าสุด โดยมีเศรษฐีสิงคโปร์ และเหล่าตำนานของ แมนฯยูไนเต็ด เป็นผู้ถือหุ้นอยู่เบื้องหลังทีม ทั้งนี้พวกเขายังมีนักเตะที่กำลังร้อนแรงสุดๆอย่าง อดัม รูนีย์ ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนกับคนชื่อเหมือนเขาอย่าง เวย์น รูนีย์ ในอดีต

การบินสูงขึ้นมาสู่ National League ซัลฟอร์ด ตั้งเป้าหมายว่าจะคว้าแชมป์ให้ได้ในปีนี้ และด้วยการเงินที่ดีหนุนหลังพวกเขาอยู่ก็ทำให้โอกาสนั้นยิ่งดูจะไม่ห่างไกลเกินไป ที่จะเลื่อนชั้นเป็นครั้งที่ 4 ใน 5 ปีหลังสุด

การคุมทีม ซัลฟอร์ด ใน FM 2019 ก็เหมือนกับการเล่นเกม Donkey King เพราะมันขึ้นอยู่ว่า ‘คุณจะปีนขึ้นไปได้สูงแค่ไหน?’ การเลื่อนชั้นในฤดูกาลแรกจะเป็นเรื่องที่ง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากสำหรับผู้เล่น FM มือเก๋า แต่การขึ้นชั้นไปในระดับที่สูงกว่าเดิม หรือกระทั่งคุณทะลุขึ้นไปสู่ พรีเมียร์ลีก ได้ ก็จะเป็นบททดสอบที่แท้จริงถึงฝีมือในการบริหารของคุณอย่างแท้จริง


9. พา KILMARNOCK ‘สร้างปาฏิหาริย์แบบ LEICESTER’

การพยายามล้ม เซลติก จากการผูกขาดแชมป์ด้วยทีมอย่าง เรนเจอร์ส หรือ อเบอร์ดีน เป็นความท้าทายที่นิยมในหมู่แฟนๆเกม FM แต่นี่คือเวอร์ชันฮาร์ดคอกว่า คุณจะต้องเปลี่ยนทีมที่เจียมเนื้อเจียมตัวอย่าง คิลมาร์น็อค ให้กลายเป็น เลสเตอร์ แห่งสก็อตแลนด์ เหมือนที่พวกเขาทำได้ในปี 2015/16

สตีฟ คลาร์ฟ ทำหน้าที่ได้วิเศษมากกับ คิลล์ ในฤดูกาลนี้ และเมื่อเขาพาทีมขึ้นจ่าฝูงของตารางได้เป็นเวลาสั้นๆในส่วนต้นเดือนที่ผ่านมา บางคนถึงกับยกว่าพวกเขาจะกลายเป็นทีมรองบ่อที่เฉิดฉายขึ้นมาในปีนี้

แต่ดูเหมือนว่าบทนิยายของพวกเขาจะไม่เป็นจริงเสียแล้วในฤดูกาลนี้หลังถูก เซลติก แซงขึ้นจ่าฝูงอีกทั้งยังแข่งน้อยกว่า คิลมาร์น็อค 2 เกม แต่ใน FM 2019 เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าหากคุณวางแผนระยะยาว, ลงทุนซื้อตัวอย่างชาญฉลาด และ ประคบประหงมนักเตะดาวรุ่งเพชรแท้ที่เกิดขึ้นมาในอคาเดมี่ ใครจะรู้ว่าคุณอาจจะพา คิลล์ ไปสู่ความสำเร็จได้ในอีกไม่กี่ปี


8. พา BARRY TOWN กลับสู่บัลลังก์

ในช่วงต้นของยุค 1990 แบร์รี ทาวน์ เป็นทีมที่อยู่บนบัลลังก์ของฟุตบอล เวลส์ ในยุคนั้น พวกเขากลายเป็นทีมฟุตบอลอาชีพทีมแรกของลีก เวลส์ กวาดแชมป์ในประเทศมากมายกินเป็นอาหารเช้า และยังเคยคว้าชัยในยุโรปได้บ้าง ก่อนที่พวกเขาจะมีปัญหาทางการเงินและหลังจากนั้นทีมก็ค่อยๆตกต่ำลงมาเรื่อยๆ

นับตั้งแต่ถูกชุบชีวิตเกิดใหม่โดยได้แฟนบอลเข้ามาสนับสนุน พวกเขากำลังพยายามอย่างหนักเพื่อพาทีมกลับสู่ลีกสูงสุดของ เวลส์ และพวกเขาก็ทำสำเร็จในที่สุด นับว่าไม่เลวสำหรับทีมที่เคยล้มไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าการจะกลับขึ้นมาเป็นเต้ยในลีกเหมือนในช่วงกลางของปี 90 ดูจะกลายเป็นแค่ความทรงจำไปเสียแล้ว

มันมีเหตุผลว่าทำไมการทำให้ แบร์รี่ ทาวน์ กลับมาไล่ล่าความสำเร็จอีกครั้งเป็นงานที่ยากใน FM 2019 นั่นก็เพราะทีม เดอะ นิว เซนต์ส แชมป์ 12 สมัย และ 7 สมัยติดต่อกันใน 7 ปีหลัง ที่กลายมาเป็นปลาใหญ่ไล่กินปลาเล็กในฟุตบอลของ เวลส์ การโค่นล้มพวกเขาและพาราชันย์ตกบัลลังก์กลับมาครองบัลลังก์อีกครั้งจะเป็นอะไรที่น่าท้าทายสำหรับชาว FM 2019 อย่างแน่นอน


7. พา 1860 MUNICH กลับมาเทียบชั้น BAYERN

ชีวิตเป็นอะไรที่ลำบากเมื่อทีมร่วมเมืองฝั่งตรงข้ามของคุณประสบความสำเร็จทุกอย่างและคุณทำได้แค่มองพวกเขาตาปริบๆ ไม่ๆ เราไม่ได้พูดถึง แมนฯยูไนเต็ด เรากำลังพูดถึงแฟนๆของ 1860 มิวนิค ที่น่าจะสามารถสอนบทเรียนให้กับสาวกปีศาจแดงซักอย่างสองอย่างเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ในร่มเงาของเพื่อนบ้าน

พวกเขาเป็นทีมที่มีแฟนบอลเป็นอันดับต้นๆใน บุนเดสลิกา และยังเคยโลดแล่นอยู่ใน แชมเปียนส์ลีก ล่าสุดในปี 2001 แต่วันเหล่านั้นก็เป็นอดีตไปแล้วเพราะปัจจุบันพวกเขาเล่นอยู่ใน ลิกา 3 ลีกลำดับสามของฟุตบอล เยอรมัน

ด้วยการที่มีสโมสรที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อย่าง ไกเซอร์สเลาเทิร์น, คาร์ลสรูห์ เอสซี และ ฮันซ่า รอสต๊อค เป็นคู่แข่งในลีก ในช่วงฤดูกาลแรกคุณอาจจะลำบากอยู่บ้าง และเมื่อคุณสามารถเลื่อนชั้นได้ แต่ก็จะมีเส้นทางอีกยาวไกลในการกลับไปเป็นทีมหัวแถวของเยอรมัน และนั่นคือความท้าทายของคุณ ที่จะใช้เวลากี่ฤดูกาลถึงจะทำให้ 1860 ให้เทียบเท่ากับ บาเยิร์น?


6. คว้าแชมป์ในประเทศด้วย WIGAN

ถ้า โรแบร์โต มาร์ติเนซ ทำได้ แน่นอนว่าคุณก็สามารถทำมันได้ใน FM 2019? แฟนๆของ วีแกน จะไม่มีวันลืมวันที่ 11 พฤษภาคม 2013 วันที่พวกเขาคว้าชัยเหนือ แมนฯซิตี้ ที่ เวมบลีย์ และนำถ้วย เอฟเอคัพ กลับบ้านเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

การพา ‘เดอะลาติกส์’ กลับสู่ลีกสูงสุดคงจะไม่มีความหมายหากพิจารณาจากงบประมาณของเขาที่เทียบไม่ได้แม้กระทั่งกับทีมขาใหญ่ใน แชมเปี้ยนชิพ หากคุณสามารถทำให้ทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่อะไรที่ช็อคมาก พวกเขามีกองกลางชั้นดีอยู่ในทีมให้ใช้งานทั้ง จอช วินดาส และ ลีโอนาร์โด โลเปส แข้งโปรตุเกสชุดเล็ก ขณะที่กองหน้าอย่าง วิลล์ กริก ก็กำลังร้อนแรง

เพราะฉะนั้น เป้าหมายของคุณกับ วีแกน คือการสร้าง คลาสออฟ 2013 ขึ้นมาอีกครั้ง และคุณจะได้แต้มโบนัสหากทำให้ทีมไม่ตกชั้นได้ในฤดูกาลที่คว้าแชมป์บอลถ้วยได้ (ฮา)


5. พา CAGLIARI ไปลุยยุโรป

การตั้งเป้าหมายระยะยาวและการมองเป้าให้สูงคือสิ่งที่ทำให้ Football Manager สนุก และคงจะไม่มีอะไรที่ท้าทายไปกว่าการทำให้ ทีมจาก อิตาลี ทีมนี้กลับสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้ง

กาญารี่ ใช้เวลา 2 ทศวรรษหลังส่วนมากไปกับการสลับลงไปเล่นใน เซเรีย บี และ ขึ้นมา เซเรียเอ ความสำเร็จครั้งล่าสุดในลีกสูงสุดของพวกเขาอยู่ในช่วงปี 1990 พวกเขาผ่านเข้ารอบสู่ ยูฟ่าคัพ ในปี 1992/93 และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ

งานของคุณใน FM 19 คือการทำให้ กาญารี่ เข้ารูปเข้ารอยอีกครั้งโดยทำให้พวกเขาเลี่ยงการต้นชั้นและกลายเป็นทีมกลางตาราง พวกเขามีนักเตะดีๆเข้ามาในซัมเมอร์ปีนี้ ทั้ง ดาริโอ เซอร์นา แบ็คซ้ายโครเอเชียจาก ชัคตาร์ และ เซ็นสัญญาถาวรกับ อัลเบร์โต เซอร์ซี ดาวรุ่งจาก ยูเวนตุส

คุณจะมีงานหนักรออยู่และต้องใช้การอดทนสูง แต่ผู้จัดการทีม FM ที่มีฝีมือทางด้านแท็คติคจะใช้เวลาไม่กี่ฤดูกาลที่จะพาทีมไปสู่ความสำเร็จได้


4. เขย่าอเมริกาเหนือด้วย SAN JOSE EARTHQUAKES

พวกเขาคือทีมที่แย่ที่สุดใน MLS ฤดูกาลก่อน พวกเขาจบอันดับบ๊วยในตารางของโซนตะวันตกโดยเก็บได้แค่ 10 แต้ม ทีมเก็บชัยชนะได้เพียงแค่ 4 เกม และลูกได้เสีย -22 ซึ่งย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ MLS ไม่มีอะไรจะต้องพูดแล้ว คุณจะต้องพลิกสถานการณ์ของทีมนี้ให้ได้

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่หายนะ พวกเขายังมีนักเตะที่พอใช้ได้อยู่บ้างทั้งกองหน้าโปรไฟล์ดีอย่าง คริส วอนโดลอวสกี้ และ MVP ของทีมอย่าง แดนนี โฮเซน

งานของคุณคือการทำให้ทีมที่แย่ที่สุดกลายมาเป็นทีมที่ดีที่สุด เหมือนกับวันเก่าๆในปี 2012 ที่ ซาน โฆเซ่ คว้าแชมป์โซนตะวันตกได้ในปี 2012 และเมื่อคุณสามารถทำให้ทีมกลับมาเป็นเต้ยในประเทศได้แล้ว ทำไมไม่ต้องตั้งเป้าไปถึงระดับทวีปล่ะ? นี่เป็นสโมสรที่เคยเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ CONCACAF แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ถึง 3 ครั้ง แต่คุณจะพาพวกเขาไปได้ไกลแค่ไหน?


3. ถือถ้วยยุโรปกับ CLUB BRUGGE

ถึงแม้พวกเขาจะเป็นทีมที่ใหญ่ที่สุดและ มีแฟนบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเบลเยี่ยม แต่ความสำเร็จในระดับทวีปก็มักจะจางหายไปจากทีม คลับ บรูซ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในช่วงที่พีคแค่ไหน พวกเขาเคยคว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรปม่าแล้วทั้งสองถ้วยหลัก แต่นั่นก็เป็นอดีตที่นานมาแล้ว พวกเขาแทบไม่ประสบความสำเร็จในยุโรป นับตั้งแต่ การเข้ารอบ 4 ทีมใน ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 1991/92

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าพวกเขาถึงไม่ประสบความสำเร็จในระดับทวีป เพราะหากพูดกันตามตรงคือฟุตบอลลีกใน เบลเยี่ยม ยังคงตามหลังลีกระดับท็อปของยุโรปอยู่ในด้านของคุณภาพและทรัพยากรนักเตะ แต่ใน FM มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คุณสามารถคิดการใหญ่และไขว่คว้าดาวลงมาให้ได้

จะเป็นไปได้หรือที่จะพา คลับ บรูซ สลัดจากความล้มเหลวเก่าๆ? อย่าได้มองแบบนั้น ทีมแชมป์จาก เบลเยี่ยม มีผลผลิตเยาวชนและมีทีมที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในรอบหลายปี เราแนะให้เริ่มเล็งเป้าไปที่ ยูโรป้า ลีก และถ้าคุณสามารถรั้งเหล่าวันเดอร์คิดในทีมไว้ได้และกวาดแชมป์ในประเทศไปเรื่อยๆ ทำไมไม่ลองตั้งเป้าให้สูงขึ้นกว่า ยูโรป้า ล่ะ?


2. พา NOTTINGHAM FOREST กลับสู่ แชมเปี้ยนส์ลีก

เกร็ดเล็กๆน้อยๆสำหรับคุณ ในตอนที่ ฟอร์เรส คว้าถ้วย ยูโรเปียน คัพ ได้สองสมัยติดต่อกันในยุคของ ไบรอัน คลัฟ ในปี 1980 พวกเขากลายเป็นทีมเดียวที่ได้แชมป์ฟุตบอลทวีป มากกว่าแชมป์ในประเทศ สถิติยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

เกือบ 4 ทศวรรษจากที่พวกเขาเคยผงาดในค่ำคืนแห่งยุโรป ฟอร์เรส กลายเป็นทีมหนีตกชั้นในลีกรองอย่างแชมเปี้ยนชิพในปีที่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ทีมของ ไอตอร์ การันกา ในฤดูกาลนี้ก็กำลังพยายามทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อเปลี่ยนสถานะของสโมสร การพา ฟอร์เรส ย้อนรอยกลับไปเป็นเหมือนปี 1980 แทบจะเป็นไปไม่ได้ไม่ว่ากับโค้ชคนไหน

แต่มันยังคงมีหนทางใน FM 2019 ในฤดูกาลแรกคุณต้องเล็งเป้าไปที่พื้นที่เพลย์ออฟเพื่อเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด และพยายามกลับมาเป็นใหญ่ให้ได้เมื่อคุณอยู่บนลีกสูงสุดแล้ว เราจะไม่โกหกคุณว่านี่เป็นงานที่ค่อนข้างหนักแต่มันก็เป็นอะไรที่ท้าทายอย่างมากในการปลุกยักษ์ที่หลับไปเกือบ 40 ปีให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง


1.นำฟุตบอลกลับสู่ถิ่นกำเนิด

เมื่อฟุตบอลโลกที่ผ่านมา คุณคงจะต้องเคยได้ยินเพลงนี้ผ่านหู ‘It’s coming home’ หลังจากที่ทีมชาติ อังกฤษ ทำผลงานได้เซอร์ไพรส์แฟนบอลและทะลุเข้าไปถึงรอบ 4 ทีมที่ รัสเซีย

อิงจากผลงานของสิงโตคำรามในรายการใหญ่ๆนับตั้งแต่ 1966 การพาทีมชาติ อังกฤษ ไปสู่แชมป์ฟุตบอลโลกดูเหมือนจะเป็นความท้าทายที่ฮาร์ดคอที่สุดในการเป็นผู้จัดการทีม แต่มันจะหนักหนาซักแค่ไหนกันใน FM 2019?

ด้วยนักเตะอย่าง แฮร์รี เคน, จอร์แดน พิคฟอร์ด และ ราฮีม สเตอร์ริง รวมถึงดาวรุ่งพรสวรรค์สูงมากมายอย่าง จาดอน ซานโช่ และ ฟิล โฟเดน และคนอื่นๆอีกมากมาย การที่คุณจะไปได้ไกลกว่า แกเร็ธ เซาธ์เกต คงไม่ใช่เครื่องหมายคำถาม

และคุณจะได้แต้มโบนัสเพิ่มเติมหากคุณได้รับข้อเสนอจากทีมชาติ อังกฤษ โดยที่ไม่ได้เลือกวิธีง่ายๆอย่างการเริ่มด้วยการคุมทีมชาติตั้งแต่เริ่มเกม


Powered by UFABET


จัดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ โดยไร้แข้งจากทีมท็อป 6

จัดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ โดยไร้แข้งจากทีมท็อป 6

แน่นอนว่าบรรดานักเตะจากทีมใหญ่ๆ ย่อมได้รับความสนใจมากพอแล้ว เพราะฉะนั้น อเล็กซ์ คีเบิล จะมาจัดทีมยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีก โดยปราศจากแข้งจากทีมท็อป 6 ซึ่งแน่นอนว่าเรานับรวมแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยนะ

แบ็คขวา : อารอน วาน-บิสซาก้า (คริสตัล พาเลซ)

แบ็คขวาดาวรุ่งรายนี้ถูกดันขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่เต็มตัว หลังจากทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในซีซั่นที่แล้ว โดยวาน-บิสซาก้า ถือเป็นดาวรุ่งที่มีสภาพร่างกายยอดเยี่ยมมาก เขามีพร้อมทั้งความแข็งแกร่งและความเร็ว ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุที่อธิบายได้ว่า ทำไมเขาถึงมีสถิติเข้าปะทะสำเร็จต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 3 (3.8 ครั้ง/เกม) และตัดบอลสำเร็จต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ในลีกฤดูกาลนี้ (2.7 ครั้ง/เกม)

อย่างไรก็ตาม วาน-บิสซาก้า นั้นเคยเล่นในตำแหน่งปีกมาก่อน ในช่วงที่อยู่กับอคาเดมี่ของดิ อีเกิลส์ และนั่นก็ช่วยให้เจ้าตัวมีเทคนิคที่ดี ช่วยขึ้นเกมสวนกลับให้ทีมได้ จากการออกบอลได้เฉียบคม และปัจจุบัน ดาวเตะวัย 21 ปีรายนี้ ก็พัฒนาจากเด็กในอคาเดมี่ ขึ้นมาเป็นนักเตะคนสำคัญของรอย ฮอดจ์สัน ไปเป็นที่เรียบร้อย

ตัวเลือกอันดับ 2 : แมตต์ โดเฮอร์ตี้ (วูล์ฟสฯ)


เซนเตอร์แบ็ค : สตีฟ คุ้ก (บอร์นมัธ)

ในฤดูกาลนี้ เอ็ดดี้ ฮาว เปลี่ยนให้บอร์นมัธเล่นเกมสวนกลับเป็นหลัก และการเล่นในรูปแบบนี้ก็ช่วยให้กองหลังที่ไม่ได้คล่องตัวนักอย่างคุ้ก ดูแลพื้นที่น้อยลง ซึ่งนั่นก็ช่วยให้เจ้าตัวทำผลงานได้ดี ในฤดูกาลนี้ ปราการหลังวัย 27 ปี เล่นได้อย่างมั่นใจมาก และเขาก็ยังเป็นเจ้าของสถิติเคลียร์บอลต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีกด้วย (7.4 ครั้ง/เกม)

นอกจากนี้ คุ้กยังเป็นคนที่เอาชนะการเล่นลูกกลางอากาศได้มากที่สุดในทีม (3.6 ครั้ง/เกม) และดักล้ำหน้าคู่แข่งได้มากที่สุดของทีม (0.8 ครั้ง/เกม) ต้องยอมรับเลยว่า แผนการเล่นสวนกลับแบบโบราณของฮาว นั้นช่วยให้สตีฟ คุ้ก กลับมาเฉิดฉายอีกครั้งในซีซั่นนี้

ตัวเลือกอันดับ 2 : เชน ดัฟฟี่ (ไบร์ทตัน)


เซนเตอร์แบ็ค : วิลลี่ โบลี่ (วูล์ฟสฯ)

แม้ตอนนี้ทัพหมาป่าจะไม่ชนะใครมา 5 เกมติดต่อกัน แต่พวกเขาก็ยังมีสถิติเกมรับที่ใช้ได้เลยทีเดียว ก่อนจบเกมในสัปดาห์ที่แล้ว มีแค่เพียงทีมในท็อป 4 เท่านั้น ที่มีสถิติเสียประตูน้อยกว่าวูล์ฟสฯ โดยพวกเขามีโบลี่เป็นหัวใจในแนวรับ จากการยืนตำแหน่งเซนเตอร์แบ็คฝั่งซ้ายในแผนหลัง 3

โบลี่เคยทำให้ดีเอโก้ มาราโดน่า ประทับใจมาแล้ว ในเกมที่พวกเขาเสมอแมนฯ ซิตี้ เจ้าตัวถือเป็นตัวอย่างของแข้งที่ทำผลงานได้ดีในฤดูกาลแรกที่ย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก อดีตกองหลังของปอร์โต้มักจะก้าวออกมาข้างหน้าแผงหลัง เพื่อเผชิญหน้ากับแนวรุกคู่แข่ง ก่อนจะเป็นคนออกบอลให้เพื่อนเล่นเกมรุกต่อ และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่โบลี่จะเป็นนักเตะที่มีสถิติตัดบอลต่อเกมได้มากที่สุดในทีม (2.2 ครั้ง/เกม) รวมถึงจ่ายบอลต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของทีม (45.9 ครั้ง/เกม) เป็นรองเพียง เจา มูตินโญ่ และรูเบน เนเวส สองกองกลางตัวเก่งของทีมเท่านั้น

ตัวเลือกอันดับ 2 : ฟาเบียน บัลบูเอน่า (เวสต์แฮม)


แบ็คซ้าย : โจเซ่ โฮเลบาส (วัตฟอร์ด)

แผนการเล่น 4-2-2-2 ของวัตฟอร์ด จะไม่มีทางเป็นไปได้ด้วยดี หากฟูลแบ็คของพวกเขาเติมเกมได้ไม่ดีพอ แต่แบ็คซ้ายของทีมอย่างโฮเลบาส ในวัย 34 ปี กลับทำผลงานได้เยี่ยมมากๆ เขาทำแอสซิสต์ไปแล้ว 4 ครั้งในฤดูกาลนี้ ซึ่งเท่ากับจำนวนแอสซิสต์ของตัวเองจาก 2 ฤดูกาลที่แล้วมารวมกัน

ผลงานอันยอดเยี่ยมในด้านเกมรุกของแบ็คชาวกรีก เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล เมื่อเขาทำ 2 แอสซิสต์ ในเกมเปิดสนามลีกฤดูกาลนี้ ที่ทีมชนะไบร์ทตัน 2-0 รวมถึงทำประตูชัยในเกมกับคริสตัล พาเลซ ช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม และทำแอสซิสต์อีก 2 ครั้ง ในเกมที่พวกเขาชนะสเปอร์ส 2-1

แต่หลังจากนั้น ผลงานเกมรุกของโฮเลบาสก็เริ่มเงียบลง ก่อนจะมาทำประตูได้อีกครั้งในเกมเสมอเซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 อย่างไรก็ตาม ฟอร์มโดยรวมของแบ็คซ้ายทีมชาติกรีซในฤดูกาลนี้ก็ถือว่าเยี่ยมมากจริงๆ

ตัวเลือกอันดับ 2 : ลูคัส ดีญ (เอฟเวอร์ตัน)


กองกลาง : กิลฟี่ ซิเกิร์ดสสัน (เอฟเวอร์ตัน)

หลายๆ คนคงคิดว่า กิลฟี่ ซิเกิร์ดสสัน จะทำผลงานได้ดีในการลงเล่นเป็นเพลย์เมคเกอร์ และสร้างความแตกต่างได้ใช่ไหม? งั้นเรายินดีด้วย พวกคุณทุกคนคิดถูกแล้ว

กองกลางทีมชาติไอซ์แลนด์รายนี้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ภายใต้การดูแลของมาร์โก ซิลวา เจ้าตัวทำไปแล้ว 6 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 14 เกมในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นสถิติที่ดีกว่าการเล่นทั้งฤดูกาลที่แล้วเสียอีก (4 ประตู 3 แอสซิสต์) และในซีซั่นนี้ ก็มีเพียงเอเดน อาซาร์, วิลเลี่ยน, ดาบิด ซิลบา และไรอัน เฟรเซอร์ เท่านั้น ที่มีสถิติสร้างโอกาสให้เพื่อนต่อเกมมากกว่าซิเกิร์ดสสัน ที่ทำได้ 2.4 ครั้ง /เกม และมันก็ช่วยให้กองหน้าอย่างริชาร์ลิสัน ทำผลงานได้ดีตามไปด้วย

ซิลวาพยายามทำทีมเอฟเวอร์ตัน โดยใช้ดาวเตะวัย 29 ปี เป็นศูนย์กลางของทีม ซึ่งนั่นเป็นการสร้างความมั่นใจให้เพลย์เมคเกอร์ชาวไอซ์แลดน์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ เจ้าตัวยังถือเป็นนักเตะที่มีโอกาสทำประตูต่อเกมมากที่สุดในลีก (2.5 ครั้ง/เกม) หากนับตั้งแต่เขาย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกกับสวอนซี ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2011/12

ตัวเลือกอันดับ 2 : อีดริสซ่า เกย์ (เอฟเวอร์ตัน)


กองกลาง : เจา มูตินโญ่ (วูล์ฟสฯ)

การจับคู่กันของมูตินโญ่-เนเวส ในแผงกลางของวูล์ฟสฯ ก็ช่วยให้ทีมมีสถิติเกมรับที่ยอดเยี่ยม และสร้างสรรค์เกมรุกได้ดีทีเดียว ตามระบบ 3-4-3 ของนูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ซึ่งตัวเนเวสเองก็เป็นที่จับตามองจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญในพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ต้นซีซั่นแล้ว (โดยเฉพาะทีเด็ดเรื่องลูกยิงไกล) แต่ดูเหมือนรุ่นพี่ร่วมชาติที่เป็นคู่หูของเขาในแดนกลางจะเป็นคนที่คุมทุกอย่างในเกมได้มากกว่า

ตามสถิติแล้ว มูตินโญ่ที่เป็นคนที่สร้างสรรค์เกมได้ดีที่สูดของวูล์ฟสฯ (จ่ายบอลจังหวะสำคัญ 2 ครั้ง/เกม) และยังเป็นคนที่เข้าปะทะสำเร็จต่อเกมมากที่สุดในทีม (3.2 ครั้ง/เกม) กองกลางทีมชาติโปรตุเกสรายนี้คุมเกมแดนกลางของทัพหมาป่าได้เป็นอย่างดี แม้นี่จะเป็นฤดูกาลแรกบนลีกสูงสุดแดนผู้ดี นอกจากนี้ ดาวเตะวัย 32 ปี ยังมีทีเด็ดยามถ่างออกไปเล่นด้านข้าง จากลูกครอส และลูกเซ็ตพีซที่แม่นยำด้วย อดีตกองกลางของโมนาโกถือเป็นหัวใจสำคัญในการขึ้นเกมรุกของวูล์ฟสฯ อย่างแท้จริง

ตัวเลือกอันดับ 2 : เดแคลน ไรซ์ (เวสต์แฮม)


กองกลาง : เจมส์ แมดดิสัน (เลสเตอร์)

มันคงเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ หากแมดดิสันในวัย 22 ปี จะทำผลงานได้ไม่ดีนักกับพรีเมียร์ลีกฤดูกาลแรกของตัวเอง ทว่ามันตรงกันข้าม อดีตมิดฟิลด์ของนอริชรายนี้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทัพจิ้งจอกอย่างรวดเร็ว จากการทำไป 3 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ ใน 7 เกมแรกบนลีกสูงสุดแดนผู้ดี เขาดูมีความมั่นใจเวลาอยู่กับบอล มีเท้าที่คล่องแคล่ว รวมถึงหาตำแหน่งได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งนั่นช่วยให้เลสเตอร์เป็นทีมที่มีการเคลื่อนที่ดีขึ้นมาก หลังจากทีมของพวกเขาขาดหายเรื่องนี้ไป นับตั้งแต่โคลด ปูเอล เข้ามารับงาน

แมดดิสันเป็นเจ้าของสถิติสร้างโอกาสทำประตูต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 9 ในลีก (2.1 ครั้ง/เกม) และถูกทำฟาวล์ต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ในลีก นอกจากนี้เขายังมีความสามารถในการเชื่อมเกมแดนกลางได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทีมชาติอังกฤษ ยุคแกเร็ธ เซาธ์เกต ขาดหาย ล่าสุด เพลย์เมคเกอร์ของเลสเตอร์รายนี้ ก็เพิ่งทำประตูให้ทีมชนะวัตฟอร์ด 2-0 และจากฟอร์มการเล่น แมดดิสันก็ควรจะถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกได้แล้วในปีหน้า

ตัวเลือกอันดับ 2 : เอเตียน กาปู (วัตฟอร์ด)


กองหน้าริมเส้น : โรแบร์โต้ เปเรย์ร่า (วัตฟอร์ด)

ในฤดูกาลนี้ เปเรย์ร่าทำไปแล้ว 5 ประตู จากการลงสนาม 14 เกมในลีก แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้แข้งอาร์เจนไตน์รายนี้เป็นหัวใจสำคัญของวัตฟอร์ด อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าฟอร์มการทำประตูของอดีตแข้งยูเวนตุสรายนี้ ทำเอาแฟนบอลในวิคาเรจ โร้ด ลืมชื่อริชาร์ลิสันไปเลย

ในตอนนิ้ ดาวเตะวัย 27 ปี อาจจะฟอร์มดรอปลงมาบ้าง แต่เจ้าตัวก็ทำประตูสำคัญช่วยทีมไว้ได้หลายลูก ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน หากไม่มีเขาในช่วงนั้น วัตฟอร์ดจะมีคะแนนหายไป 5 คะแนน อีกทั้งกองหน้าของทัพแตนอาละวาดก็ปืนฝืดพอสมควร หากไม่มีเปเรย์ร่าในเกมพบไบร์ทตัน, คริสตัล พาเลซ และวูล์ฟสฯ แล้ว เรามองว่าวัตฟอร์ดคงจะอยู่ในโซนครึ่งล่างของตารางแน่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าติดทีมยอดเยี่ยมของ

ตัวเลือกอันดับ 2 : วิลฟรีด ซาฮา (คริสตัล พาเลซ)


กองหน้า : ริชาร์ลิสัน (เอฟเวอร์ตัน)

หลายๆ คน คงมองว่า การที่เอฟเวอร์ตันทุ่มเงินจำนวน 50 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวริชาร์ลิสันมาจากวัตฟอร์ด คงจะเป็นดีลที่ล้มเหลวแน่ แต่ดูเหมือนคนที่คิดแบบนั้นคงต้องหน้าแตกไป เพราะดาวยิงวัย 21 ปี ทำผลงานได้ร้อนแรงทีเดียว

ดาวเตะทีมชาติบราซิลรายนี้ ได้กลับมาร่วมงานกับมาร์โก ซิลวา ที่เคยทำงานด้วยกันที่วัตฟอร์ดอีกครั้ง และตอนนี้ก็มีแนวโน้มว่า ริชาร์ลิสันจะตอบแทนเงิน 50 ล้านปอนด์ ได้คุ้มทุกเพนนี เขาทำไปแล้ว 6 ประตูในลีกฤดูกาลนี้ พร้อมกับการเปลี่ยนตำแหน่งมาเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าที่กูดิสัน ปาร์ค จากที่เคยเล่นเป็นกองหน้าริมเส้นมาก่อน และผลงานที่ยอดเยี่ยมกับต้นสังกัดใหม่ ก็ช่วยให้อดีตดาวเตะฟลูมิเนนเซ่ได้ติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ไปแล้ว 6 เกม พร้อมกับทำประตูไปแล้ว 3 ลูก

ริชาร์ลิสันมีคุณสมบัติครบถ้วนในการก้าวขึ้นไปเป็นกองหน้าระดับเวิลด์คลาส และเครดิตทั้งหมดก็ต้องยกให้มาร์โก ซิลวา ที่เห็นศักยภาพในตัวกองหน้าวัย 21 ปี รายนี้ และเราก็เชื่อว่า ทั้งคู่จะช่วยยกระดับเอฟเวอร์ตันให้ก้าวขึ้นไปอีกระดับได้

ตัวเลือกอันดับ 2 : คัลลัม วิลสัน (บอร์นมัธ)


กองหน้าริมเส้น : ไรอัน เฟรเซอร์ (บอร์นมัธ)

ในฤดูกาลนี้ เฟรเซอร์ลงเล่นในตำแหน่งปีกซ้าย และจัดการทะลวงแบ็คขวาของคู่แข่งจนแย่ไปหลายคน เขาเป็นอีกคนที่ได้ประโยชน์จากแผนการเล่นสวนกลับเร็ว ที่ เอ็ดดี้ ฮาว นำมาใช้กับทีมในฤดูกาลนี้ ซึ่งมันช่วยให้ปีกชาวสก็อตมีพื้นที่ในการสร้างสรรค์เกมเยอะขึ้น เฟรเซอร์มีสถิติสร้างโอกาสให้เพื่อน 2.5 ครั้ง/เกม ในซีซั่นนี้ ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของลีก

นอกจากนี้ เฟรเซอร์ยังทำแอสซิสต์มากที่สุดในลีกฤดูกาลนี้ จากการทำไปแล้ว 6 ครั้ง เท่ากับอารอน แรมซีย์ และราฮีม สเตอร์ลิ่ง รวมถึงทำไปแล้ว 3 ประตู ซึ่ง 2 ประตู มาจากเกมชนะเลสเตอร์ 4-2 อย่างไรก็ตาม ปีกทีมชาติสก็อตแลนด์ยังมีปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอ แต่สถิติการทำประตูและแอสซิสต์ในฤดูกาลนี้ของเขาก็ดีกว่าสถิติในฤดูกาลก่อนๆ ของตัวเอง ทั้งที่ยังลงเล่นได้ไม่ถึงครึ่งฤดูกาลเลย และถ้าเจ้าตัวสามารถทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอ ดาวเตะวัย 24 ปี ก็อาจจะได้ย้ายไปเล่นกับทีมที่ใหญ่ขึ้นในอนาคตก็ได้

ตัวเลือกอันดับ 2 : อองโตนี่ น็อกอาร์ต (ไบร์ทตัน)

Powered by UFABET


 

สมัคร UFABET ดีที่สุดในเอเชีย คืนยอดเสีย 5% ทุกสิ้นเดือน