เจาะลึกทัพ ”หงส์เเดง” ยุคไร้เทียมทานหลังผ่านครึ่งซีซั่น


หรือเขาจะมาแน่?

บทวิเคราะห์ ลิเวอร์พูล ทีมจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกอังกฤษในขณะนี้ หลังจากผ่านครึ่งทางของฤดูกาล 2018/19


พรีเมียร์ลีก ผ่านไป 19 นัด ลิเวอร์พูล จบครึ่งฤดูกาลแรกไปอย่างเกินความคาดหมาย นำเป็นจ่าฝูง ชนะ 16 นัด เสมอ 3 นัด ยังไม่แพ้ใคร นำอันดับ 2 ที่กลับกลายเป็น สเปอร์ส อยู่ 6 แต้ม

51 แต้ม ของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ได้มาหลังผ่านการเล่นไป 19 นัด และลองย้อนกลับไปว่าหงส์แดงแข่งกี่นัดถึงจะเก็บได้ 51 แต้ม

2017-2018: 26 นัด

2016-2017: 27 นัด

2015-2016: 32 นัด

2013-2014 (จบที่ 2): 26 นัด

2008-2009 (จบที่ 2): 24 นัด


แผนการเล่น

ลิเวอร์พูล ยึดในแผนการเล่น 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 มาตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล จังหวะการเล่น อาจจะไม่ได้เร้าใจ หรือ เพรซซิ่งคู่แข่งตลอด 90 นาที ก็จริง แต่ฤดูกาลนี้ ด้วยความมั่นใจในเกมรับ ลิเวอร์พูล รู้จักใช้จังหวะในการคุมเกม และเปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ต่อบอลเข้ามาบ้าง แต่จะไม่ให้นานเกิน 5-10 นาที ก่อนที่จะกลับมาครองบอลอีกรอบ ซึ่งเป็นแผนการเล่นที่ค่อนข้างสมดุล


มีการหมุนเวียนนักเตะทั้งหมด 21 คน ลงในสนาม

  • ผู้รักษาประตูใช้เพียงคนเดียว คือ อลิซซอน (19 นัด = 1,710 นาที)
  • แบ็คขวา มีการหมุนเวียนสลับกัน ทั้งโกเมซ และไคลน์ในระยะหลัง โดยใช้ เทรนด์ อาโนลด์ มากที่สุด (14 นัด = 1,234 นาที) แต่แบ็คซ้าย เป็น แอนดี้ โรเบิร์ตสัน เป็นหลัก (17 นัด = 1,522 นาที)
  • เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ฟาน ไดจ์ เป็นตัวหลัก (19 นัด = 1,675 นาที) และสลับอีกคนมาคอยยืนคู่ตามอาการบาดเจ็บ
  • กองกลาง ลิเวอร์พูล สลับหมุนเวียนกองกลาง 6 คน (รวมลัลลาน่า) + 1 ชากิรี่ ลงใน 3 ตำแหน่ง แต่คนที่ได้ลงสนามมากที่สุด คือ ไวจ์นัลดุม (18 นัด = 1,430 นาที) รองลงมาเป็น เจมส์ มิลเนอร์ (16 นัด = 1,068 นาที)
  • กองหน้า ลิเวอร์พูล แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง สามประสานแดนหน้า โดยทั้ง ซาล่าห์ (19 นัด = 1,579 นาที) เฟอร์มิโน่ (19 นัด = 1,431 นาที) และ มาเน่ (17 นัด = 1,438 นาที)

นักเตะยอดเยี่ยม

นักเตะทุกคนของลิเวอร์พูลล้วนมีส่วนทำให้ลิเวอร์พูลบินสูงอยู่ในขณะนี้ แต่สถิติลงสนามด้านบน เป็นตัวบ่งบอกได้อย่างดีว่า ใครควรจะได้รับเครดิตมากที่สุดตรงนี้ของลิเวอร์พูล

  1. อลิซซอน ลงสนาม 19 นัด ไม่เสียประตู 12 นัด และเสียไปเพียง 7 ประตู ถือเป็นเครื่องการันตีความยอดเยี่ยมของ อลิซซอน เป็นอย่างดี โดย เมือเทียบกับ เกป้า (ไม่เสียประตู 8 นัด) และ เอเดอร์ซอน (ไม่เสียประตู 8 นัด) อลิซซอน ยังทำได้ดีกว่า ใน จำนวนลูกเซฟ 45-41-32 %เ ซฟสำเร็จ 86.54-71.93-68.09 ซึ่ง 2 ลูก ที่อลิซซอน เสียเกิดจากความผิดพลาดส่วนตัว ผู้เขียนเองในตอนแรกไม่คาดคิดว่า ผู้รักษาประตูแค่ 1 คน จะสามารถเปลี่ยนทีมได้มากมายเช่นนี้ และ อลิซซอน ก็ทำให้รู้สึกว่าคิดผิด…
  2. เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เจ้าของสถิติกองหลังค่าตัวสูงที่สุดในโลก เป็นอีกหนึ่งการเสริมตัวที่ดีที่สุดของหงส์แดง จากฟอร์มการเล่นทำให้ลืมเรื่องราคาค่าตัวไปโดยปริยาย โดยเมื่อเทียบกับกองหลังที่เล่นทั้ง 19 นัด อย่าง ลาปอร์ต (แมนฯซิตี้) หรือ รูดิเกอร์ (เชลซี) ฟาน ไดค์ทำได้ดีกว่าทุกอย่าง และกลายเป็นหัวใจในเกมรับที่ลิเวอร์พูลจะขาดไปเสียไม่ได้แล้วในตอนนี้
  3. แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ใครจะคิดว่า แบ็คซ้ายตัวจิ๋ว เจ้าของค่าตัว 8 ล้านปอนด์ และกัปตันทีมชาติสก็อตแลนด์ จะเข้ามาเป็นขวัญใจของเดอะค็อป ได้อย่างรวดเร็ว การลงสนามเป็นตัวหลัก 17 นัดของลิเวอร์พูล เมื่อเทียบกับ นักเตะในตำแหน่งเดียวกัน อย่าง มาร์กอส อลองโซ่ (เชลซี) หรือ ฟาน แวน โฮลท์ (คริสตัลพาเลซ) และ เบน ชิลเวลล์ (เลสเตอร์) ไม่น่าเชื่อว่า โรเบิร์ตสัน ที่ยังไม่เคยได้รับใบเหลืองแม้แต่ใบเดียว สถิติในเกมบุก เป็นรอง อลองโซ่ เพียงคนเดียว แต่เรื่องอื่นๆดีกว่าทั้งหมด และถ้าพูดถึงเรื่องความครบเครื่อง ผมเชื่อว่า เค้าน่าจะเป็นว่าที่ แบ็คซ้าย ที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษในเวลานี้ได้
  4. จอร์จินิโอ ไวจ์นาลดุม นักเตะผู้ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง…. นับตั้งแต่ย้ายจาก นิวคาสเซิ่ล มาอยู่กับลิเวอร์พูล ถึงแม้ว่าสถิติการยิงประตูจะดูด้อยลงไป แต่ ไวน์ดาลดุม ได้เพิ่มพลังแฝงให้กับลิเวอร์พูล มิดฟิลด์ทีมชาติฮอลแลนด์ผู้นี้ วิ่งขึ้นวิ่งลง คอยบัญชาเกม และขับเคลื่อนเกมของลิเวอร์พูลอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนกับทำให้เกมรุก และรับของลิเวอร์พูล ง่ายขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
  5. โม ซาล่าห์ ก่อนเริ่มฤดูกาล ไม่มีใครเชื่อว่า โม ซาล่าห์ จะสามารถทำได้เหมือนกับในฤดูกาลก่อน แต่ถึงแม้ว่า มันจะไม่เท่าทัดเทียมกับฤดูกาลก่อน แต่ดูเหมือนว่า โม ซาล่าห์ จะเป็นหนึ่งคนที่ลิเวอร์พูลขาดไม่ได้แล้วในตอนนี้ 12 ประตู กับ 6 แอสซิสต์ เมื่อเทียบกับ อีกสองคนในแดนหน้า มาเน่ (7 ประตู 1 แอสซิสต์) กับ เฟอร์มิโน่ (4 ประตู 3 แอสซิสต์) ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลยังต้องการให้ซาล่าห์ ลงสนามเป็นตัวหลักอย่างต่อเนื่อง..และแฟนฟุตบอลทุกคนต้องภาวนาให้ ซาล่าห์มีความพร้อมในทุกๆนัด

จุดอ่อน

จุดอ่อน ของลิเวอร์พูล ซึ่งดูเหมือนปีนี้ จะเป็นการตั้งใจให้เป็นจุดอ่อน คือการเปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ มีโอกาสได้ทำเกม และยิงประตู มากกว่าในฤดูกาลก่อน….

แต่ความแข็งแกร่งในเกมรับ ทำให้คู่แข่ง ได้แต่ลูกยิงที่ยาก หรือครองบอลแต่ไม่มีโอกาสได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก

การขึ้นนำ แต่นำไม่ขาด ในครึ่งฤดูกาลแรกไม่ส่งผลเสียมากนัก แต่ใครจะรู้ว่า ในครึ่งฤดูกาลหลังมันอาจจะเป็นปัจจัยโดยตรงกับการลุ้นแชมป์ของลิเวอร์พูลก็เป็นได้

อีก 1 จุดที่ลิเวอร์พูล ต้องระวัง คือ อาการบาดเจ็บของ ซาล่าห์ และ ฟานไดค์ (มาเน่) 2 คนแรก ลิเวอร์พูล ไม่สามารถยอมให้มีอาการบาดเจ็บในระยะยาวได้อย่างแน่นอน ซึ่งถ้าหากมีใครซักคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ มันจะส่งผลกระทบต่อลิเวอร์พูล อย่างแน่นอน

กรณีของมาเน่ การมีมาเน่ ทำให้ซาล่าห์เล่นง่ายขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย


การเสริมทัพ

สองตำแหน่ง ที่ลิเวอร์พูล หากสามารถเสริมทัพได้ ควรจะได้รับการพิจารณาคือ ตำแหน่งของ ซาล่าห์ และ ฟานไดค์ นั่นเอง

ดูเหมือนว่า เปิดตลาดรอบนี้ อาจจะมีผู้เล่นให้เลือกได้ไม่มากนัก แต่ในการลุ้นแชมป์ในระยะยาว บางที 2 ตำแหน่งนี้ ก็อาจจะมีความจำเป็น ก็เป็นได้


นัดที่เหลือ

ผ่านไป 19 นัด ลิเวอร์พูล เก็บไป 51 คะแนน ในนัดที่เหลืออีก 19 นัด ตามทฤษฎี ลิเวอร์พูลสามารถทำคะแนนหล่นได้ 5 คะแนน (แพ้ 1 เสมอ 1)

คาดว่าเกมในบ้านของลิเวอร์พูล กับทีมที่ไม่ใช่ 6 อันดับแรก น่าจะเป็นสิ่งที่ลิเวอร์พูล ต้องเก็บชัยชนะเข้ามาอยู่ในกระเป๋าให้ได้ในเบื้องต้น เช่นเดียวกับ การไปเยือนทีมที่อยู่ในครึงล่างของตารางเช่นกัน หากเป็นไปอย่างคาด เท่ากับว่า ลิเวอร์พูล จะเหลืองานที่คาดว่ายาก และอาจจะเสียแต้ม ได้อยู่ 8 นัด

(เหย้า) อาร์เซนอล, (เยือน) แมนฯซิตี้, (เยือน) ไบร์ทตัน, (เยือน) เวสต์แฮม, (เยือน) เอฟเวอร์ตัน, (เหย้า) สเปอร์ส, (เหย้า) เชลซี

(ขออนุญาต ใส่ชื่อ ไบร์ทตัน กับ เวสต์แฮม ซึ่งคิดว่าไม่ใช่งานง่ายลงไปด้วย ตามความคิดเห็นส่วนตัว)

24 แต้มในนี้ เชื่อว่า ถ้าลิเวอร์พูล เก็บได้ซัก 15 แต้ม ก็น่าจะสามารถลุ้นคว้าแชมป์ได้ นั่นแปลว่า 2 เกม กับ อาร์เซนอล และ แมนซิตี้ ที่กำลังจะเกิดขึ้น น่าจะเป็นตัวบอกความสำเร็จในฤดูกาลนี้ของลิเวอร์พูลได้เป็นอย่างดี….


Powered by UFABET

เมื่อบุคคลใน พรีเมียร์ลีก กลายมาเป็นตัวละครในหนังช่วง คริสต์มาส

คุณอาจจะไม่เคยคาดคิดว่า พรีเมียร์ลีก และ หนังคลาสสิคในช่วงคริสต์มาสต์ จะหยิบมารวมกันได้… แต่ Huw Davies ได้ทำมันลงไปแล้ว


เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ (สเปอส์) เป็น… เควิน แม็คอัลลิสเตอร์ ใน Home Alone

ระหว่างหนังเรื่อง Gremlins, The Snowman และ Home Alone มีอะไรที่เหมือนกันรู้ไหม? ใช่แล้ว มันเป็นเรื่องราวของเด็กที่อยู่ในสถานการณ์อันตราย และก็ไม่มีเรื่องไหนเทียบเท่ากับ Home Alone หนังที่ทำให้ Macaulay Calkin กลายเป็นดาราชื่อดังรวมถึง Joe Pesci ที่พึ่งได้รางวัล Oscar มาจากเรื่อง Goodfellas มาเล่นเป็นโจร

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ เควิน(โปเช็ตติโน่) ถูกทิ้งไว้ที่บ้านอย่างไม่ตั้งใจโดย พ่อแม่(ประธานสโมสร) ให้อยู่ตัวคนเดียวและต้องปกป้อง บ้าน(สโมสร) ด้วยอุบายโดยการสร้างกับดักต่างๆไม่ให้โจรเข้ามาขโมยของ(ทำให้ มุสซา ซิสโซโก้ เล่นฟุตบอลให้เก่งขึ้น)


คริส ฮิวจ์ตัน (ไบรท์ตัน) เป็น… คริส คินเกิล ใน Miracle On 34th Street

อัธยาสัยดี ใจกว้างดั่งมหาสมุทร เป็นที่รักของทุกคน และแทบจะเป็นอมตะ

คุณรู้ไหมว่า ฮิวจ์ตัน อายุถึง 60 แล้ว? เขาเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่อายุมากที่สุดใน 4 ดิวิชั่นของลีก อังกฤษ มีมาสค็อตบางทีมที่ดูแล้วน่าจะรีไทร์ก่อนเขาอีก


มารูยาน เฟลไลนี่ (แมนฯยู) เป็น… EDWARD SCISSORHANDS

เขาเป็นตัวประหลาด และนักทำลายล้างที่ถูกทิ้งโดยผู้ที่สร้างเขาขึ้นมาโดยมีผมฟูยาวและไม่มีที่ไหนในโลกที่ไว้ใจเขา แต่สิ่งที่เขาต้องการก็แค่คนเพียงคนเดียวที่เชื่อในตัวเขา

คริสต์มาสปีนี้ เปิดใจของคุณให้กับเรื่องราวของชายผิดปกติผู้ได้ค้นพบบ้านใหม่ บุคคนที่ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนและได้รับพลังแห่งรักช่วยให้เขาก้าวผ่านจากตัวประหลาดกลายเป็นกองหน้าตัวเป้าชั่วคราวเมื่อทีมต้องการประตู


ฌอน ไดซ์ (เบิร์นลีย์) เป็น… THE SNOWMAN

ลองจินตนาการว่าเด็กในภาพคือแฟนบอลเบิร์นลีย์ที่ได้เจอกับฮีโร่ที่เต็มไปด้วยความสุขุมเข้ามาอยู่ในชีวิตของเด็กคนนั้นและสร้างความสุขให้อย่างล้นหลาม พวกเขาเล่นด้วยกัน, พบเจอสิ่งเจ๋งๆมากมาย, ได้พบผู้คนใหม่ๆ และสุดท้ายขึ้นไปเดินอยู่กลางอากาศ ทะยานไปทั่วยุโรปสร้างการเดินทางที่ลืมไม่ลง ก่อนที่จะกลับบ้านมาฝันถึงวันพรุ่งนี้ต่อไป

แต่พอตืนขึ้นมา เจ้าตุ๊กตาหิมะสโนว์แมนได้ละลายไปแล้ว… ก็นะ อย่างน้อยประสบการณ์การไปยูโรป้าก็เป็นอะไรที่สนุกถึงแม้มันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของพวกเขา


ดาวิด ลุยซ์ (เชลซี) เป็น… กิซโม/สไตรป์ ใน Gremlins

มันเป็นเพื่อนมีขนที่มีหน้าตาตลกแต่ก็ดูสดใส จนกระทั่งมันสลัดคราบและทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า บางทีเหตุผลที่แท้จริงที่ บราซิล พ่ายแพ้ 7-1 ต่อ เยอรมัน ในปี 2014 เพราะว่า ฟิล สโคลารี่ บังเอิญให้อาหารกับ ลุยซ์ หลังเที่ยงคืน… และในคืนนั้นมีฝนตกลงมาอีกด้วยนะ…


โชเซ่ มูรินโญ่ เป็น… ไมเคิล เคน ในบทบาท Ebenezer Scrooge

เขาคือตาแก่หัวงอกสติเลอะเลือน…


Powered by UFABET

จัดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ โดยไร้แข้งจากทีมท็อป 6

จัดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ โดยไร้แข้งจากทีมท็อป 6

แน่นอนว่าบรรดานักเตะจากทีมใหญ่ๆ ย่อมได้รับความสนใจมากพอแล้ว เพราะฉะนั้น อเล็กซ์ คีเบิล จะมาจัดทีมยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีก โดยปราศจากแข้งจากทีมท็อป 6 ซึ่งแน่นอนว่าเรานับรวมแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยนะ

แบ็คขวา : อารอน วาน-บิสซาก้า (คริสตัล พาเลซ)

แบ็คขวาดาวรุ่งรายนี้ถูกดันขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่เต็มตัว หลังจากทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในซีซั่นที่แล้ว โดยวาน-บิสซาก้า ถือเป็นดาวรุ่งที่มีสภาพร่างกายยอดเยี่ยมมาก เขามีพร้อมทั้งความแข็งแกร่งและความเร็ว ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุที่อธิบายได้ว่า ทำไมเขาถึงมีสถิติเข้าปะทะสำเร็จต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 3 (3.8 ครั้ง/เกม) และตัดบอลสำเร็จต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ในลีกฤดูกาลนี้ (2.7 ครั้ง/เกม)

อย่างไรก็ตาม วาน-บิสซาก้า นั้นเคยเล่นในตำแหน่งปีกมาก่อน ในช่วงที่อยู่กับอคาเดมี่ของดิ อีเกิลส์ และนั่นก็ช่วยให้เจ้าตัวมีเทคนิคที่ดี ช่วยขึ้นเกมสวนกลับให้ทีมได้ จากการออกบอลได้เฉียบคม และปัจจุบัน ดาวเตะวัย 21 ปีรายนี้ ก็พัฒนาจากเด็กในอคาเดมี่ ขึ้นมาเป็นนักเตะคนสำคัญของรอย ฮอดจ์สัน ไปเป็นที่เรียบร้อย

ตัวเลือกอันดับ 2 : แมตต์ โดเฮอร์ตี้ (วูล์ฟสฯ)


เซนเตอร์แบ็ค : สตีฟ คุ้ก (บอร์นมัธ)

ในฤดูกาลนี้ เอ็ดดี้ ฮาว เปลี่ยนให้บอร์นมัธเล่นเกมสวนกลับเป็นหลัก และการเล่นในรูปแบบนี้ก็ช่วยให้กองหลังที่ไม่ได้คล่องตัวนักอย่างคุ้ก ดูแลพื้นที่น้อยลง ซึ่งนั่นก็ช่วยให้เจ้าตัวทำผลงานได้ดี ในฤดูกาลนี้ ปราการหลังวัย 27 ปี เล่นได้อย่างมั่นใจมาก และเขาก็ยังเป็นเจ้าของสถิติเคลียร์บอลต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีกด้วย (7.4 ครั้ง/เกม)

นอกจากนี้ คุ้กยังเป็นคนที่เอาชนะการเล่นลูกกลางอากาศได้มากที่สุดในทีม (3.6 ครั้ง/เกม) และดักล้ำหน้าคู่แข่งได้มากที่สุดของทีม (0.8 ครั้ง/เกม) ต้องยอมรับเลยว่า แผนการเล่นสวนกลับแบบโบราณของฮาว นั้นช่วยให้สตีฟ คุ้ก กลับมาเฉิดฉายอีกครั้งในซีซั่นนี้

ตัวเลือกอันดับ 2 : เชน ดัฟฟี่ (ไบร์ทตัน)


เซนเตอร์แบ็ค : วิลลี่ โบลี่ (วูล์ฟสฯ)

แม้ตอนนี้ทัพหมาป่าจะไม่ชนะใครมา 5 เกมติดต่อกัน แต่พวกเขาก็ยังมีสถิติเกมรับที่ใช้ได้เลยทีเดียว ก่อนจบเกมในสัปดาห์ที่แล้ว มีแค่เพียงทีมในท็อป 4 เท่านั้น ที่มีสถิติเสียประตูน้อยกว่าวูล์ฟสฯ โดยพวกเขามีโบลี่เป็นหัวใจในแนวรับ จากการยืนตำแหน่งเซนเตอร์แบ็คฝั่งซ้ายในแผนหลัง 3

โบลี่เคยทำให้ดีเอโก้ มาราโดน่า ประทับใจมาแล้ว ในเกมที่พวกเขาเสมอแมนฯ ซิตี้ เจ้าตัวถือเป็นตัวอย่างของแข้งที่ทำผลงานได้ดีในฤดูกาลแรกที่ย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก อดีตกองหลังของปอร์โต้มักจะก้าวออกมาข้างหน้าแผงหลัง เพื่อเผชิญหน้ากับแนวรุกคู่แข่ง ก่อนจะเป็นคนออกบอลให้เพื่อนเล่นเกมรุกต่อ และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่โบลี่จะเป็นนักเตะที่มีสถิติตัดบอลต่อเกมได้มากที่สุดในทีม (2.2 ครั้ง/เกม) รวมถึงจ่ายบอลต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของทีม (45.9 ครั้ง/เกม) เป็นรองเพียง เจา มูตินโญ่ และรูเบน เนเวส สองกองกลางตัวเก่งของทีมเท่านั้น

ตัวเลือกอันดับ 2 : ฟาเบียน บัลบูเอน่า (เวสต์แฮม)


แบ็คซ้าย : โจเซ่ โฮเลบาส (วัตฟอร์ด)

แผนการเล่น 4-2-2-2 ของวัตฟอร์ด จะไม่มีทางเป็นไปได้ด้วยดี หากฟูลแบ็คของพวกเขาเติมเกมได้ไม่ดีพอ แต่แบ็คซ้ายของทีมอย่างโฮเลบาส ในวัย 34 ปี กลับทำผลงานได้เยี่ยมมากๆ เขาทำแอสซิสต์ไปแล้ว 4 ครั้งในฤดูกาลนี้ ซึ่งเท่ากับจำนวนแอสซิสต์ของตัวเองจาก 2 ฤดูกาลที่แล้วมารวมกัน

ผลงานอันยอดเยี่ยมในด้านเกมรุกของแบ็คชาวกรีก เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล เมื่อเขาทำ 2 แอสซิสต์ ในเกมเปิดสนามลีกฤดูกาลนี้ ที่ทีมชนะไบร์ทตัน 2-0 รวมถึงทำประตูชัยในเกมกับคริสตัล พาเลซ ช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม และทำแอสซิสต์อีก 2 ครั้ง ในเกมที่พวกเขาชนะสเปอร์ส 2-1

แต่หลังจากนั้น ผลงานเกมรุกของโฮเลบาสก็เริ่มเงียบลง ก่อนจะมาทำประตูได้อีกครั้งในเกมเสมอเซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 อย่างไรก็ตาม ฟอร์มโดยรวมของแบ็คซ้ายทีมชาติกรีซในฤดูกาลนี้ก็ถือว่าเยี่ยมมากจริงๆ

ตัวเลือกอันดับ 2 : ลูคัส ดีญ (เอฟเวอร์ตัน)


กองกลาง : กิลฟี่ ซิเกิร์ดสสัน (เอฟเวอร์ตัน)

หลายๆ คนคงคิดว่า กิลฟี่ ซิเกิร์ดสสัน จะทำผลงานได้ดีในการลงเล่นเป็นเพลย์เมคเกอร์ และสร้างความแตกต่างได้ใช่ไหม? งั้นเรายินดีด้วย พวกคุณทุกคนคิดถูกแล้ว

กองกลางทีมชาติไอซ์แลนด์รายนี้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ภายใต้การดูแลของมาร์โก ซิลวา เจ้าตัวทำไปแล้ว 6 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 14 เกมในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นสถิติที่ดีกว่าการเล่นทั้งฤดูกาลที่แล้วเสียอีก (4 ประตู 3 แอสซิสต์) และในซีซั่นนี้ ก็มีเพียงเอเดน อาซาร์, วิลเลี่ยน, ดาบิด ซิลบา และไรอัน เฟรเซอร์ เท่านั้น ที่มีสถิติสร้างโอกาสให้เพื่อนต่อเกมมากกว่าซิเกิร์ดสสัน ที่ทำได้ 2.4 ครั้ง /เกม และมันก็ช่วยให้กองหน้าอย่างริชาร์ลิสัน ทำผลงานได้ดีตามไปด้วย

ซิลวาพยายามทำทีมเอฟเวอร์ตัน โดยใช้ดาวเตะวัย 29 ปี เป็นศูนย์กลางของทีม ซึ่งนั่นเป็นการสร้างความมั่นใจให้เพลย์เมคเกอร์ชาวไอซ์แลดน์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ เจ้าตัวยังถือเป็นนักเตะที่มีโอกาสทำประตูต่อเกมมากที่สุดในลีก (2.5 ครั้ง/เกม) หากนับตั้งแต่เขาย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกกับสวอนซี ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2011/12

ตัวเลือกอันดับ 2 : อีดริสซ่า เกย์ (เอฟเวอร์ตัน)


กองกลาง : เจา มูตินโญ่ (วูล์ฟสฯ)

การจับคู่กันของมูตินโญ่-เนเวส ในแผงกลางของวูล์ฟสฯ ก็ช่วยให้ทีมมีสถิติเกมรับที่ยอดเยี่ยม และสร้างสรรค์เกมรุกได้ดีทีเดียว ตามระบบ 3-4-3 ของนูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ซึ่งตัวเนเวสเองก็เป็นที่จับตามองจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญในพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ต้นซีซั่นแล้ว (โดยเฉพาะทีเด็ดเรื่องลูกยิงไกล) แต่ดูเหมือนรุ่นพี่ร่วมชาติที่เป็นคู่หูของเขาในแดนกลางจะเป็นคนที่คุมทุกอย่างในเกมได้มากกว่า

ตามสถิติแล้ว มูตินโญ่ที่เป็นคนที่สร้างสรรค์เกมได้ดีที่สูดของวูล์ฟสฯ (จ่ายบอลจังหวะสำคัญ 2 ครั้ง/เกม) และยังเป็นคนที่เข้าปะทะสำเร็จต่อเกมมากที่สุดในทีม (3.2 ครั้ง/เกม) กองกลางทีมชาติโปรตุเกสรายนี้คุมเกมแดนกลางของทัพหมาป่าได้เป็นอย่างดี แม้นี่จะเป็นฤดูกาลแรกบนลีกสูงสุดแดนผู้ดี นอกจากนี้ ดาวเตะวัย 32 ปี ยังมีทีเด็ดยามถ่างออกไปเล่นด้านข้าง จากลูกครอส และลูกเซ็ตพีซที่แม่นยำด้วย อดีตกองกลางของโมนาโกถือเป็นหัวใจสำคัญในการขึ้นเกมรุกของวูล์ฟสฯ อย่างแท้จริง

ตัวเลือกอันดับ 2 : เดแคลน ไรซ์ (เวสต์แฮม)


กองกลาง : เจมส์ แมดดิสัน (เลสเตอร์)

มันคงเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ หากแมดดิสันในวัย 22 ปี จะทำผลงานได้ไม่ดีนักกับพรีเมียร์ลีกฤดูกาลแรกของตัวเอง ทว่ามันตรงกันข้าม อดีตมิดฟิลด์ของนอริชรายนี้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทัพจิ้งจอกอย่างรวดเร็ว จากการทำไป 3 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ ใน 7 เกมแรกบนลีกสูงสุดแดนผู้ดี เขาดูมีความมั่นใจเวลาอยู่กับบอล มีเท้าที่คล่องแคล่ว รวมถึงหาตำแหน่งได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งนั่นช่วยให้เลสเตอร์เป็นทีมที่มีการเคลื่อนที่ดีขึ้นมาก หลังจากทีมของพวกเขาขาดหายเรื่องนี้ไป นับตั้งแต่โคลด ปูเอล เข้ามารับงาน

แมดดิสันเป็นเจ้าของสถิติสร้างโอกาสทำประตูต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 9 ในลีก (2.1 ครั้ง/เกม) และถูกทำฟาวล์ต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ในลีก นอกจากนี้เขายังมีความสามารถในการเชื่อมเกมแดนกลางได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทีมชาติอังกฤษ ยุคแกเร็ธ เซาธ์เกต ขาดหาย ล่าสุด เพลย์เมคเกอร์ของเลสเตอร์รายนี้ ก็เพิ่งทำประตูให้ทีมชนะวัตฟอร์ด 2-0 และจากฟอร์มการเล่น แมดดิสันก็ควรจะถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกได้แล้วในปีหน้า

ตัวเลือกอันดับ 2 : เอเตียน กาปู (วัตฟอร์ด)


กองหน้าริมเส้น : โรแบร์โต้ เปเรย์ร่า (วัตฟอร์ด)

ในฤดูกาลนี้ เปเรย์ร่าทำไปแล้ว 5 ประตู จากการลงสนาม 14 เกมในลีก แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้แข้งอาร์เจนไตน์รายนี้เป็นหัวใจสำคัญของวัตฟอร์ด อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าฟอร์มการทำประตูของอดีตแข้งยูเวนตุสรายนี้ ทำเอาแฟนบอลในวิคาเรจ โร้ด ลืมชื่อริชาร์ลิสันไปเลย

ในตอนนิ้ ดาวเตะวัย 27 ปี อาจจะฟอร์มดรอปลงมาบ้าง แต่เจ้าตัวก็ทำประตูสำคัญช่วยทีมไว้ได้หลายลูก ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน หากไม่มีเขาในช่วงนั้น วัตฟอร์ดจะมีคะแนนหายไป 5 คะแนน อีกทั้งกองหน้าของทัพแตนอาละวาดก็ปืนฝืดพอสมควร หากไม่มีเปเรย์ร่าในเกมพบไบร์ทตัน, คริสตัล พาเลซ และวูล์ฟสฯ แล้ว เรามองว่าวัตฟอร์ดคงจะอยู่ในโซนครึ่งล่างของตารางแน่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าติดทีมยอดเยี่ยมของ

ตัวเลือกอันดับ 2 : วิลฟรีด ซาฮา (คริสตัล พาเลซ)


กองหน้า : ริชาร์ลิสัน (เอฟเวอร์ตัน)

หลายๆ คน คงมองว่า การที่เอฟเวอร์ตันทุ่มเงินจำนวน 50 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวริชาร์ลิสันมาจากวัตฟอร์ด คงจะเป็นดีลที่ล้มเหลวแน่ แต่ดูเหมือนคนที่คิดแบบนั้นคงต้องหน้าแตกไป เพราะดาวยิงวัย 21 ปี ทำผลงานได้ร้อนแรงทีเดียว

ดาวเตะทีมชาติบราซิลรายนี้ ได้กลับมาร่วมงานกับมาร์โก ซิลวา ที่เคยทำงานด้วยกันที่วัตฟอร์ดอีกครั้ง และตอนนี้ก็มีแนวโน้มว่า ริชาร์ลิสันจะตอบแทนเงิน 50 ล้านปอนด์ ได้คุ้มทุกเพนนี เขาทำไปแล้ว 6 ประตูในลีกฤดูกาลนี้ พร้อมกับการเปลี่ยนตำแหน่งมาเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าที่กูดิสัน ปาร์ค จากที่เคยเล่นเป็นกองหน้าริมเส้นมาก่อน และผลงานที่ยอดเยี่ยมกับต้นสังกัดใหม่ ก็ช่วยให้อดีตดาวเตะฟลูมิเนนเซ่ได้ติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ไปแล้ว 6 เกม พร้อมกับทำประตูไปแล้ว 3 ลูก

ริชาร์ลิสันมีคุณสมบัติครบถ้วนในการก้าวขึ้นไปเป็นกองหน้าระดับเวิลด์คลาส และเครดิตทั้งหมดก็ต้องยกให้มาร์โก ซิลวา ที่เห็นศักยภาพในตัวกองหน้าวัย 21 ปี รายนี้ และเราก็เชื่อว่า ทั้งคู่จะช่วยยกระดับเอฟเวอร์ตันให้ก้าวขึ้นไปอีกระดับได้

ตัวเลือกอันดับ 2 : คัลลัม วิลสัน (บอร์นมัธ)


กองหน้าริมเส้น : ไรอัน เฟรเซอร์ (บอร์นมัธ)

ในฤดูกาลนี้ เฟรเซอร์ลงเล่นในตำแหน่งปีกซ้าย และจัดการทะลวงแบ็คขวาของคู่แข่งจนแย่ไปหลายคน เขาเป็นอีกคนที่ได้ประโยชน์จากแผนการเล่นสวนกลับเร็ว ที่ เอ็ดดี้ ฮาว นำมาใช้กับทีมในฤดูกาลนี้ ซึ่งมันช่วยให้ปีกชาวสก็อตมีพื้นที่ในการสร้างสรรค์เกมเยอะขึ้น เฟรเซอร์มีสถิติสร้างโอกาสให้เพื่อน 2.5 ครั้ง/เกม ในซีซั่นนี้ ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของลีก

นอกจากนี้ เฟรเซอร์ยังทำแอสซิสต์มากที่สุดในลีกฤดูกาลนี้ จากการทำไปแล้ว 6 ครั้ง เท่ากับอารอน แรมซีย์ และราฮีม สเตอร์ลิ่ง รวมถึงทำไปแล้ว 3 ประตู ซึ่ง 2 ประตู มาจากเกมชนะเลสเตอร์ 4-2 อย่างไรก็ตาม ปีกทีมชาติสก็อตแลนด์ยังมีปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอ แต่สถิติการทำประตูและแอสซิสต์ในฤดูกาลนี้ของเขาก็ดีกว่าสถิติในฤดูกาลก่อนๆ ของตัวเอง ทั้งที่ยังลงเล่นได้ไม่ถึงครึ่งฤดูกาลเลย และถ้าเจ้าตัวสามารถทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอ ดาวเตะวัย 24 ปี ก็อาจจะได้ย้ายไปเล่นกับทีมที่ใหญ่ขึ้นในอนาคตก็ได้

ตัวเลือกอันดับ 2 : อองโตนี่ น็อกอาร์ต (ไบร์ทตัน)

Powered by UFABET


 

6 การเปลี่ยนแปลง หลังการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งสุดท้ายของอาร์เซนอล

6 การเปลี่ยนแปลง หลังการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งสุดท้ายของอาร์เซนอล

เรามาดูกันดีกว่าว่า มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง หลังจากที่ทัพปืนใหญ่คว้าแชมป์ลีกครั้งสุดท้ายได้เมื่อ 14 ปีที่แล้ว

การคว้าแชมป์ครั้งล่าสุดของอาร์เซนอล ที่เกิดขึ้นในปี 2004 ได้สร้างปรากฏการณ์แชมป์ไร้พ่ายได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของพรีเมียร์ชิพ และถือเป็นทีมที่สองของลีกสูงสุดอังกฤษที่ทำได้ต่อจากเปรสตัน ที่ทำไว้เมื่อ ซีซั่น 1888-1889 ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า หลังจากนั้น ขุนพลปืนโตก็ไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกเลย มิหนำซ้ำยังต้องลดเป้าหมายลงเหลือเพียงแค่ติดท็อป 4 เท่านั้น

เรามาย้อนกลับไปดูว่า ในสมัยที่ อาร์เซน่อลคว้าแชมป์ครั้งล่าสุด มีอะไรเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างจนถึงปัจจุบัน

การแจ้งเกิดของ เคธี่ ไพรซ์

เคธี่ ไพรซ์ ดารา นักร้อง นักแสดง และนางแบบสาวชาวอังกฤษ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากหลังจากการคว้าแชมป์ของอาร์เซนอลในปีนั้น ทั้งในบทบาทของนักร้องและนักแสดง รวมถึงหนังสือชีวประวัติของเธอ

ไพรซ์ คว้ารางวัล นางแบบสุดฮ็อตจากแม็กกาซีน Loaded นิตยสารไลฟ์สไตล์ของผู้ชาย ในปี 2004 รวมถึงหนังสือชีวประวัติของเธอก็ได้เข้าชิงรางวัลหนังสือชีวประวัติยอดเยี่ยมแห่งปี ในปี 2005 และรางวัลต่างๆ อีกมากมาย รวมถึงข่าวฉาวต่างๆ ของเธอ ที่ยิ่งทำให้เธอโด่งดังเป็นพลุแตกอยู่ในอังกฤษจนถึงทุกวันนี้ สวนทางกับพลพรรคปืนโตที่ไม่เคยคว้าแชมป์ลีกได้อีกเลยนับแต่นั้นมา


การแขวนสตั๊ดของ เป๊บ กวาร์ดิโอล่า และจุดเริ่มต้นของบทบาทผู้จัดการทีมที่คว้าแชมป์มากว่า 14 ถ้วย

นับตั้งแต่แขวนสตั๊ดในปี 2006 เป๊บก็เริ่มต้นบทบาทของผู้จัดการทีมกับบาร์เซโลน่า เบ ก่อนถูกดันขึ้นชุดใหญ่ และเริ่มสร้างตำนานคว้าแชมป์ต่างๆ มากมาย ทั้งแชมป์ลา ลีกา 3 สมัย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย และสแปนิช คัพ อีก 2 สมัย

หลังอิ่มตัวกับบาร์เซโลน่า เป๊บก็ย้ายที่ทำมาหากินมาอยู่กับบาเยิรน์ มิวนิค และยังช่วยให้ทีมเสือใต้คว้าแชมป์บุนเดสลีก 3 สมัย รวมถึงเดเอฟเบ โพคาล อีก 2 สมัย ก่อนจะย้ายมาอยู่กับแมนฯ ซิตี้ และพาทีมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกร้อยแต้มไปครองอย่างยิ่งใหญ่ในซีซั่นที่ผ่านมา


การตกชั้นของยูเวนตุส

ยูเวนตุสถูกปรับตกชั้นจากเซเรีย อา ด้วยคดีอื้อฉาวจากการล็อคผลผู้ตัดสิน ในฤดูกาล 2005/06 ก่อนทีมจะเลื่อนชั้นกลับมาสู่เซเรีย อา ได้อีกครั้งในซีซั่นถัดมา และสามารถกลับมาคว้าแชมป์เซเรีย อา ได้ 7 สมัยซ้อน อีกทั้งยังเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้อีกสองสมัย ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา


ผมของอาร์เยน ร็อบเบน

ในช่วงที่อาร์เซน่อลคว้าแชมป์ลีกครั้งล่าสุด หากใครลองย้อนกลับไปดู อาร์เยน ร็อบเบนในช่วงนั้น จะเห็นภาพของนักฟุตบอลดาวรุ่งจากเชลซีที่มีผมเต็มหัว จนในปัจจุบัน ที่ผมของร็อบเบนร่วงหมดหัวแล้ว อาร์เซนอลก็ยังคว้าแชมป์ลีกไม่ได้อีกเลยนับแต่นั้น


การกำเนิดของไอโฟน

แอปเปิ้ลของ สตีฟ จ๊อบในตอนนั้น เริ่มวางแผนการในการสร้างไอโฟน ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2004 ก่อนจะเริ่มเผยโฉมในเดือนมกราคม 2007 พร้อมด้วยการออกวางจำหน่ายครั้งแรกในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน และได้พัฒนามาจนถึงรุ่นล่าสุดในปัจจุบันอย่าง ไอโฟน X แต่อาร์เซนอลก็ยังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้งไม่ได้เลย


การคว้าแชมป์ครั้งล่าสุดของสเปอร์ส

ในขณะที่อาร์เซนอลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งล่าสุดในปี 2004 แต่คู่รักคู่แค้นร่วมเมืองลอนดอนของพวกเขาอย่างสเปอร์ส กลับมีอาการหนักยิ่งกว่า เมื่อพวกเขาสามารถทำได้เพียงการคว้าแชมป์ลีก คัพ ในปี 2008 ด้วยการเอาชนะเชลซีในช่วงต่อเวลาพิเศษ และไม่เคยคว้าแชมป์ใดๆ ได้อีกเลยนับแต่นั้นมา

Powered by UFABET


ฝ่าฟอร์มแข้ง “ช้างศึก” รอบแรกซูซูกิคัพ 2018

ฝ่าฟอร์มแข้ง “ช้างศึก” รอบแรกซูซูกิคัพ 2018

“ช้างศึก” ทีมชาติไทยตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ในฐานะแชมป์กลุ่มบี จากผลงาน ชนะ 3 เสมอ 1 ก่อนจะเข้าไปพบกับ มาเลเซียในรอบต่อไป โฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย ผ่าฟอร์มของนักเตะทีมชาติไทยในรอบแรกที่ผ่านมา ว่าแต่ละคนเป็นเช่นไรบ้าง

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน

เริ่มกันที่ตำแหน่งผู้เฝ้าประตู ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ได้ออกตัวตัวจริงใน เกมแรก ก็นับว่าปฏิบัติภารกิจก้าวหน้า เก็บคลีนซีดเซียวได้ นัดหมายในเกมเปิดบ้านชนะ ตำหนิมอร์ฯ 7-0 ซึ่งก็เกือบจะไม่ค่อยได้ปฏิบัติภารกิจอะไร ระหว่างที่เกมชนะ อินโดนีเซีย เสียไป ประตู ก็ดูเหมือนจะทำให้ขาดความมั่นใจและความเชื่อมั่นไปบ้าง แม้กระนั้นฟอร์มโดยรวมก็ยังอยู่ในกฏเกณฑ์ที่ดี

ผลงาน : ปรับอีกนิด


ฉัตรชัย บุตรพรม

นี่เป็นนายทวารที่ถูกแฟนบอลคนไทยเชียร์ให้ยึดมือชั้นยอดเยอะที่สุด โดยเขาได้ลงไปในสนาม เกม โดยเกมแรกเสียไป ประตูที่หลายท่านเห็นว่าคงจะทำเป็นดีมากยิ่งกว่านี้ ในตอนที่เกมลำดับที่สองก็เก็บคลีนซีดเซียวได้ ซึ่ง “เจ้าบอย” ฉัตรชัย ก็มีจังหวะเซฟหลักๆหลายครา ช่วงเวลาเดียวกันก็มีจังหวะลูกเหวให้มองเห็นอยู่บ้าง รอบถัดไปก็จะต้องมีสมาธิให้มากมายว่านี้

ผลงาน : ปรับอีกนิด


เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว

กัปตันกลุ่มชาติไทยลงไปในสนามตัวจริงครบทุกเกม พร้อมทั้งเป็นส่วนสำคัญของเกมรับให้กับกลุ่มชุดนี้ ซึ่งในรอบแรกก่อนหน้าที่ผ่านมาอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีบางจังหวะที่บกพร่องไปบ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งบอล แต่ว่าจังหวะเข้าสกัดรวมทั้งอ่านเกมก็นับว่าทำเป็นอย่างดีเยี่ยม

ผลงาน : ผ่าน


พรรษา เหมวิบูลย์

มิได้เล่นแค่นัดแรกเกมเดียวสำหรับ พรรษา เหมวิบูลย์ จากนั้นก็ยึดตัวหลักตลอดใน เกมข้างหลัง พร้อมด้วยทำผลงานได้ดีเยี่ยมในเกมรับที่ติดต่อประสานงานกับ เฉลิมพงษ์ ได้อย่างพอดี ที่สำคัญก็ขึ้นมาทำแต้มในจังหวะเซตเพลย์ได้ 2ลูกในรอบแรก

ผลงาน : ผ่าน


มานูเอล ทอม เบียห์ร

โชคร้ายที่เล่นได้เพียงแต่เกมเดียวในนัดที่ชนะ ติมอร์ฯ 7-0 ก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บจนจะต้องถอนตัวออกมาจากกลุ่มชุดนี้ ซึ่ง 90 นาทีในรายการนี้ของ มานูเอล ทอม เบียห์ร ก็ปฏิบัติหน้าที่ได้ดิบได้ดี หยุดเกมรุกของติมอร์ฯ ได้อยู่มือ

ผลงาน : ผ่าน


กรกช วิริยะอุดมศิริ

ยึดตำแหน่งแบ็คซ้ายตัวหลักให้กับทีมตลอดในรอบแรก ลงสนามครบทั้ง 4 เกม ซึ่งอาจจะไม่ใช่แบ็คสไตล์จอมบุ๊ค แต่ความแม่นยำในการวางบอลของเจ้าตัวก็เป็นทีเด็ดของทีมได้ในหลายจังหวะ ขณะที่เกมรับก็ทำได้อย่างดีในการหยุดเกมรุกคู่แข่ง

ผลงาน : ผ่าน


ฟิลิป โรลเลอร์

แบ็คขวาจอมบุกเล่นแบบเต็มเกมใน 3นัดแรก ส่วนเกมล่าสุดก็ลงสำรองในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซึ่ง ฟิลิป โรลเลอร์ ก็ถือว่าทำผลงานได้ดี แม้ว่าจังหวะเติมเกมบุกช่วยทีมจะมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง แต่หลายๆครั้งที่เจ้าตัวเติมก็สร้างความปั่นป่วนให้กับเกมรุกคู่แข่งได้เป็นอย่างดี ขณะที่เกมรับก็เอาชนะคู่แข่งได้ตลอด

ผลงาน : ผ่าน


มิก้า ชูนวนศรี

ได้ลงสนามในเกมนัดสุดท้ายที่เอาชนะ สิงคโปร์ 3-0 สำหรับ มิก้า ชูนวนศรี ซึ่งก็ทำผลงานได้ดี นั้นก็ทำให้อุ่นใจสำหรับตำแหน่งแบ็คขวา ที่ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิป หรือ มิก้า ใครลงสนามก็ได้

ผลงาน : ผ่าน


ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์

ตัวตัดเกมที่ดีที่สุดของเมืองไทยในเวลานี้ สำหรับ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์​ โดยในรอบแรกที่ผ่านมาก็เล่นได้อย่างดุดันในจังหวะเข้าสกัดบอลทำลายเกมคู่ต่อสู่ ถือเป็นคนที่ช่วยแบ่งเบาภาระของแผงกองหลังได้เป็นอย่างดี มีเพียงเกมที่บุกเสมอ ฟิลิปปินส์ 1-1 เท่านั้นที่ดูจะลดความดุดันลงไปก็เนื่องจากมีใบเหลือติดตัวตั้งแต่ต้นเกม

ผลงาน : ผ่าน


ธนบูรณ์ เกษารัตน์

นี่คือกองกลางที่เป็นตัวเชื่อมเกมให้กับทีม มีส่วนทั้งจังหวะการเล่นเกมรับและจังหวะช่วยสนับสนุนเกมรุก แม้ว่าจะไม่โดดเด่น แต่ก็เป็นเหมือนคนที่ค่อยปิดทองหลังพระ ซัพพอร์ตให้ ฐิติพันธ์ และ สรรวัชร์​ได้ระเบิดฟอร์มอย่างเต็มที่

ผลงาน : ผ่าน


ปกเกล้า อนันต์

ลงสนาม 3 นัดในรอบแรก โดยเป็นการออกสตาร์ทตัวจริง 1 เกม ก็ถือว่าทำผลงานได้ตามมาตรฐาน เก็บบอลและประสานงานร่วมกับเพื่อนร่วมทีมได้เป็นอย่างดี พร้อมกับยิงไป 1ลูกในเกมชนะ อินโดนีเซีย 4-2 ถือเป็นนักเตะที่เล่นได้หลายแทคติกตามที่ ราเยวัช ได้มอบหมาย

ผลงาน : ผ่าน


สรรวัชญ์ เดชมิตร

นี่คือคนที่มีโอกาสลุ้นคว้ารางวัล MVP ในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 หลังจากระเบิดฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบแรก ที่เล่นได้อย่างเนียนตา ไม่ว่าจะการครอบครองบอลหรือจ่ายบอลที่แสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นของเจ้าตัวในการเล่นฟุตบอล

ผลงาน : ท็อปฟอร์ม


สุมัญญา ปุริสาย

ได้ลงสนาม 2นัดในการเป็นสำรองช่วงท้ายเกม ที่แทบไม่มีเวลาให้ได้โชว์ฝีเท้ามากพอ แต่ระยะเวลาเกือบ 15 นาทีในรอบแรกที่ลงสนามก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น

ผลงาน : เวลาในสนามน้อยเกินไป


นูรูล ศรียานเก็ม

ปีกตัวจี๊ดที่ถูก ราเยวัช ใช้เป็นตัวปั่นป่วนเกมรับคู่แข่งทางริมเส้น ซึ่งเขาก็ทำได้ตามที่กุนซือชาวเซอร์เบียต้องการ แม้ว่าหลายๆจังหวะอาจจะดูติดๆขัดๆและทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันมากนัก แต่โดยรวมก็ถือว่าทำผลงานได้ดี

ผลงาน : ปรับอีกนิด


มงคล ทศไกร

นี่คือนักเตะที่ถูกโค้ชคีย์บอร์ดโจมตีมากที่สุดถึงฟอร์มการเล่นในรอบแรก เมื่อแทบทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน หลายๆจังหวะก็ขาดๆเกิดๆ ซึ่งก็อาจจะเป็นแทคติค ที่ราเยวัช ต้องการก็ได้ หากประเมินอย่างตรงไปตรงมาในรอบแรกถือว่ายังไม่ผ่าน แต่เราก็อาจจะเห็นเขาระเบิดฟอร์มในรอบต่อไปก็เป็นได้ เพราะ “จ่าเย็น” เป็นนักเตะที่มีพลังแฝงเยอะ

ผลงาน : ต้องปรับอีกเยอะ


ศศลักษณ์ ไหประโคน

22 นาทีดูจะน้อยเกิดไปสำหรับปีกดาวรุ่งคนนี้ที่ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรมากนักในสนาม จังหวะกระชากลากเลื้อยเล่นงานคู่แข่งก็ยังไม่มีให้เห็น อีกทั้งก็ยังดูจะประหม่าไปบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือความมุ่งมั่นของเขาที่พยายามจะเค้นฟอร์มออกมาให้ ราเยวัช ได้เห็น

ผลงาน : ปรับอีกนิด


ปกรณ์ เปรมภักดิ์

ลงสนามในช่วงทดเวลาบาดเจ็บในเกมชนะ สิงคโปร์ ทำให้แทบไม่ได้โชว์อะไรให้แฟนบอลได้เห็น ก็ยังต้องรอโอกาสต่อไปสำหรับ ปกรณ์ เปรมภักดิ์

ผลงาน : เวลาน้อยเกินไป


ศุภชัย ใจเด็ด

นี่คือดาวรุ่งที่ทำผลงานได้ร้อนแรงที่สุดคนหนึ่งของ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 สำหรับ “เจ้าอาร์ม” ศุภชัย ใจเด็ด ดาวรุ่งวัย 19 ปีที่ยิงไป 3ประตูในรอบแรก 3เกมแรกลงสนามในฐานะตัวสำรองก็แสดงให้เห็นว่าอายุไม่ใช่ข้อจำกัดของเขา และในเกมนัดสุดท้ายก็ลงเล่นเต็มเกม ซึ่งทั้ง4เกมที่ลงสนามก็จะเห็นว่านี่คือกองหน้าที่ครบเครื่องคนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นการเก็บบอลและจังหวะทำประตู

ผลงาน : ผ่าน (เกรดA)


อดิศักดิ์ ไกรษร

8 ประตู พร้อมกับรังตำแหน่งดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ในเวลานี้ คงไม่ต้องบรรยายอะไรมากมาย ถึงความยอดเยี่ยมและความร้อนแรงของ “AK9” อดิศักดิ์ ไกรษร ที่ครบเครื่องของการเป็นดาวยิง แม้ว่าตั้งแต่เกมที่สองเป็นต้นมาจะถูกกองหลังคู่แข่งประกบชนิดไม่ได้กระดิกแต่เจ้าตัวก็ฉีกหนีออกมาสร้างความอันตรายได้

ผลงาน : ท็อปฟอร์ม


ชนานันท์ ป้อมบุบผา

ได้รับโอกาสลงสนาม 2 นัด ในฐานะตัวสำรองในช่วงท้ายเกม ทำให้เวลาในการโชว์ของมีไม่มากเท่าที่ควร

ผลงาน : เวลาน้อยเกินไป


3 นักเตะที่ยังไม่ได้รับโอกาสลงสนาม

ขณะที่ 3 นักเตะที่ยังไม่ได้ลงสนามในทัวร์นาเมนต์นี้ก็ประกอบไปด้วย สรานนท์ อนุอินทร์​ นายทวารมือสาม และ 2 แนวรับอย่าง สุพรรณ ทองสงค์ กับ เควิน ดีรมรัมย์

Powered by UFABET


ดรีมทีมแข้งเวิลด์คลาสที่จะกลายเป็นฟรีเอเยนต์ในซัมเมอร์หน้า

ดรีมทีมแข้งเวิลด์คลาสที่จะกลายเป็นฟรีเอเยนต์ในซัมเมอร์หน้า

​นี่คือ 11 นักเตะระดับโลก ที่กำลังจะหมดสัญญากับต้นสังกัดในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า และนั่นก็ทำให้พวกเขาคงจะถูกจับตาจากทีมชั้นนำทั่วยุโรปแน่ มาดูกันว่าทั้ง 11 คนนี้เป็นใครกันบ้าง


ผู้รักษาประตู : ดาบิด เด เกอา (แมนฯ ยูไนเต็ด)

นี่อาจจะถือเป็นข่าวร้ายสุดๆ สำหรับแฟนบอลเรด เดวิลส์ ที่นักเตะยอดเยี่ยม 4 สมัยของสโมสร กำลังจะหมดสัญญาหลังจบฤดูกาลนี้

อย่างไรก็ตาม ทัพปีศาจแดงยังมีเงื่อนไขสามารถต่อสัญญากับมือกาวทีมชาติสเปนโดยอัตโนมัติออกไปได้อีก 1 ฤดูกาล ทำให้นายทวารวัย 28 ปี คงไม่ได้ย้ายออกไปแบบไร้ค่าตัวในซัมเมอร์หน้าแน่

ในตอนนี้ ยังมีข่าวออกมาเรื่อยๆ ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังพยายามที่จะเจรจาเรื่องสัญญากับเด เกอา แต่นายด่านชาวสแปนิชก็ยังนิ่งเฉยในเรื่องนี้ และมันก็คงโทษเขาไม่ได้หรอก หากดูสถานการณ์ของยอดทีมจากแมนเชสเตอร์ในปัจจุบัน


แบ็คขวา : ดานี่ อัลเวส (เปแอสเช)

ในฤดูกาลนี้ อัลเวสต้องตกไปเป็นตัวสำรองของทีม หลังจากที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณเอ็นหน้าเข่าตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ฟอร์มการเล่นก่อนเจ็บของแบ็คขวาวัย 35 ปี รายนี้ ยังอยู่ในระดับสูง และเจ้าตัวเองก็เพิ่งบอกว่าอยากลองไปเล่นในพรีเมียร์ลีกดู ซึ่งทีมจากอังกฤษก็น่าจะลองเสี่ยงดูกับเขาดูสักตั้ง เพราะยังไง พวกเขาก็ไม่ต้องเสียเงินสักเพนนีเดียวในการดึงตัวมาร่วมทีม (แม้อาจจะต้องเสียค่าเหนื่อยแพงสักหน่อยก็เถอะ)


เซนเตอร์แบ็ค : ดีเอโก้ โกดิน (แอตฯ มาดริด)

ปราการหลังทีมชาติอุรุกวัยรายนี้ลงเล่นให้กับทัพตราหมีมาอย่างยาวนาน และพาทีมก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทีมลุ้นแชมป์ของลา ลีก้า ร่วมกับเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่า

อย่างไรก็ตาม สัญญาของโกดินดับแอตฯ มาดริด กำลังจะหมดลงในฤดูกาลนี้ และมีข่าวออกมาด้วยว่าเขาเองไม่ยอมที่จะต่อสัญญากับทีม และนี่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่แมนฯ ยูไนเต็ด, เอซี มิลาน และยูเวนตุส ซึ่งเคยตกเป็นข่าวกับตัวกองหลังวัย 32 ปี จะคว้าไปร่วมทีมได้


เซนเตอร์แบ็ค : โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ (สเปอร์ส)

แฟนบอลหลายคนต่างคิดว่าอัลเดอร์ไวเรลด์จะอำลาทีมไปตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว หลังจากที่ปอเช็ตติโน่เลือกดรอปเขาไว้ที่ข้างสนามในหลายๆ เกม

อย่างไรก็ตาม ปราการหลังทีมชาติเบลเยี่ยมได้กลับมาลงสนามให้กับทีมอย่างสม่ำเสมออีกครั้งในซีซั่นนี้ แต่ทัพไก่เดือยทองก็ต้องเร่งเจรจาเรื่องสัญญากับเขาโดยเร็ว หากไม่อยากเสียดาวเตะรานี้ไปฟรีๆ เพราะกองหลังวัย 29 ปี กำลังจะหมดสัญญากับทีมในฤดูกาลนี้แล้ว และแมนฯ ยูไนเต็ด ก็น่าจะจับตาสถานการณ์ของอัลเดอร์ไวเรลด์อย่างใกล้ชิด


แบ็คซ้าย : ยาน แฟร์ทองเก้น (สเปอร์ส)

คู่หูของอัลเดอร์ไวเรลด์ที่สเปอร์สก็เป็นอีกคนที่จะหมดสัญญากับทีมหลังจบฤดูกาลนี้ แม้เจ้าตัวจะลงเล่นในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ค แต่ด้วยความสามารถที่ลงเล่นเป็นแบ็คซ้ายได้ในบางเกม ก็ทำให้เราเลือกเขาติดทีมนี้ในตำแหน่งแบ็คซ้าย

สถานการณ์ของแฟร์ทองเก้นทำให้สเปอร์สตกอยู่ในภาวะที่ลำบาก และหากทัพไก่เดือยทองเสียสองกองหลังทีมชาติเบลเยี่ยมไปในซัมเมอร์หน้า ความแข็งแกร่งในแนวรับของพวกเขาต้องลดลงไปแน่นอน และนั่นก็อาจจะทำให้ทีมหมดโอกาสลุ้นแชมป์ไปเลยก็ได้


กองกลาง : อาเดรียน ราบิโอต์ (เปแอสเช)

แม้เปแอสเชจะพยายามเจรจาเรื่องสัญญากับราบิโอต์มาหลายครั้งในรอบปีที่ผ่านมา แต่มิดฟิลด์วัย 23 ปี ก็ไม่มีทีท่าที่จะตอบตกลงด้วยเลย

ด้วยพรสวรรค์ของราบิโอต์ ทำให้ยอดทีมในยุโรปหลายทีมจับตาสถานการณ์ของเขาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบาร์เซโลน่า และโอกาสที่เจ้าตัวจะย้ายออกจากปาร์ก เดส์ แพรงส์ หลังจบฤดูกาลนี้ก็มีสูงทีเดียว


กองกลาง : มูซ่า เดมเบเล่ (สเปอร์ส)

เดมเบเล่เป็นอีกหนึ่งแข้งตัวหลักของสเปอร์สที่จะหมดสัญญากับทีมหลังจบฤดูกาลนี้ เขาอยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 2012 แต่ดูเหมือนว่าเวลาของเจ้าตัวกับทีมจะหมดลงแล้ว

ดาวเตะทีมชาติเบลเยี่ยมตกเป็นข่าวว่าจะย้ายไปโกยเงินหยวนที่จีนตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่เจ้าตัวก็ยังคงอยู่ในลอนดอนต่อ แต่เมื่อหมดสัญญากับทีมในฤดูกาลนี้ เขาก็อาจจะได้ย้ายไปเล่นที่แผ่นดินใหญ่จริงๆ ก็ได้


กองกลางตัวรุก : อารอน แรมซีย์ (อาร์เซนอล)

แรมซีย์มีแนวโน้มสูงมากที่จะย้ายออกจากเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในซัมเมอร์หน้า หลังอูไน เอเมรี่ ออกมาบอกว่า เขาไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมในอนาคต

ซึ่งมิดฟิลด์ชาวเวลส์เคยออกมาบอกว่า ตัวเองได้รับข้อเสนอจากอาร์เซนอลแล้ว ซึ่งตัวเขาก็ยินดีที่จะต่อสัญญา แต่ข้อเสนอดังกล่าวก็ถูกล้มเลิกไป เมื่อเอเมรี่พูดเรื่องอนาคตออกมา

อย่างไรก็ตาม แรมซีย์ถือเป็นกองกลางฝีเท้าดีคนหนึ่ง และก็มีข่าวออกมาด้วยว่าลิเวอร์พูลสนใจจะคว้าตัวไปร่วมทีม แต่ตัวเต็งที่จะได้ลายเซ็นของมิดฟิลด์วัย 27 ปี รายนี้คือ บาเยิร์น มิวนิค


ปีกขวา : อาร์เยน ร็อบเบน (บาเยิร์น มิวนิค)

ร็อบเบนเป็นหนึ่งในนักเตะตัวเก๋าของบาเยิร์น มิวนิค ที่น่าจะถูกปล่อยตัวออกไปในซัมเมอร์หน้า หลังบอร์ดบริหารของสโมสรออกมาบอกว่า ต้องการเติมความสดใหม่ให้กับทีม

ซึ่งทัพเสือใต้ก็ดูเหมือนจะเตรียมการหาตัวแทนของปีกชาวดัตช์ไว้แล้ว จากการคว้าตัวอัลฟองโซ่ เดวีส์ ปีกวันเดอร์คิดวัย 18 ปี ชาวแคนาดา

แม้ร็อบเบนจะมีอายุ 34 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังทำผลงานได้ไม่เลว อดีตดาวเตะเชลซีทำไปแล้ว 3 ประตู จากการลงสนาม 8 นัดในบุนเดสลีก้าซีซั่นนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขายังไม่โรยราง่ายๆ และยังช่วยเพิ่มความสนใจให้กับทีมที่อาจจะต้องการปีกจอมตัดเข้าในช่วงซัมเมอร์หน้าด้วย


ปีกซ้าย : อองโตนี่ มาร์กซิยาล (แมนฯ ยูไนเต็ด)

จากสัญญาที่กำลังจะหมดลง ทำให้มาร์กซิยาลถือเป็นหนึ่งในแข้งที่ถูกจับตามองมากที่สุดของยุโรปในตอนนี้

ดาวเตะหน้านิ่งรายนี้ตกเป็นข่าวจะย้ายออกจากโอลด์ แทรฟฟอร์ด ตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังมีข่าวออกมาว่าเขามีปัญหากับโจเซ่ มูรินโญ่ กุนซือของทีม แต่ท้ายที่สุด กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสก็ยังลงเล่นให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ต่อไป และเจ้าตัวก็ทำผลงานได้ดีทีเดียวในฤดูกาลนี้

ในช่วงต้นฤดูกาล มีข่าวว่ามาร์กซิยาลเตรียมจะขยายสัญญากับทีมแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ไม่เกิดขึ้น และตอนนี้ เราก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเขาจะอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ต่อ หรือจะย้ายออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ กับทีมอื่น


กองหน้า : แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ (ลิเวอร์พูล)

ในตอนแรก สเตอร์ริดจ์เหมือนจะหมดอนาคตกับลิเวอร์พูลไปแล้ว แต่ในตอนนี้ เขากลับกลายเป็นแข้งซูเปอร์ซัพคนสำคัญของทีม

สเตอร์ริดจ์ถือเป็นหนึ่งกองหน้าชั้นนำของพรีเมียร์ลีก แต่ด้วยอาการบาดเจ็บก็ทำให้เขาไม่ค่อยได้ลงสนาม แต่ในฤดูกาลนี้ เจ้าตัวกลับมามีสภาพร่างกายที่ดีอีกครั้ง พร้อมกับยิงประตูสำคัญๆ ให้ทัพหงส์แดงอยู่เรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ทีมก็ยังไม่ได้ยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้กับดาวยิงจอมเซิ้ง ทั้งที่สัญญาของเขากำลังจะหมดลงเมื่อจบซีซั่นนี้

ดูเหมือนว่าคล็อปป์อาจจะตัดสินใจไปแล้วว่าจะไม่ต่อสัญญากับหัวหอกวัย 29 ปี และเลือกที่จะดันดาวรุ่งอย่างโดมินิค โซลันกี้ ขึ้นมาแทน ทำให้สถานการณ์ในการย้ายทีมของสเตอร์ริดจ์ค่อนข้างเปิดกว้าง และหากเขาเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์จริง เราเชื่อว่าคงจะมีหลายทีมมารุมแย่งตัวแน่นอน

โฉมหน้า 11 ตัวจริง ทีมฟรีเอเยนต์หลังจบฤดูกาลนี้

Powered by UFABET

สมัคร UFABET ดีที่สุดในเอเชีย คืนยอดเสีย 5% ทุกสิ้นเดือน