จัดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ โดยไร้แข้งจากทีมท็อป 6

จัดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ โดยไร้แข้งจากทีมท็อป 6

แน่นอนว่าบรรดานักเตะจากทีมใหญ่ๆ ย่อมได้รับความสนใจมากพอแล้ว เพราะฉะนั้น อเล็กซ์ คีเบิล จะมาจัดทีมยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีก โดยปราศจากแข้งจากทีมท็อป 6 ซึ่งแน่นอนว่าเรานับรวมแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยนะ

แบ็คขวา : อารอน วาน-บิสซาก้า (คริสตัล พาเลซ)

แบ็คขวาดาวรุ่งรายนี้ถูกดันขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่เต็มตัว หลังจากทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในซีซั่นที่แล้ว โดยวาน-บิสซาก้า ถือเป็นดาวรุ่งที่มีสภาพร่างกายยอดเยี่ยมมาก เขามีพร้อมทั้งความแข็งแกร่งและความเร็ว ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุที่อธิบายได้ว่า ทำไมเขาถึงมีสถิติเข้าปะทะสำเร็จต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 3 (3.8 ครั้ง/เกม) และตัดบอลสำเร็จต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ในลีกฤดูกาลนี้ (2.7 ครั้ง/เกม)

อย่างไรก็ตาม วาน-บิสซาก้า นั้นเคยเล่นในตำแหน่งปีกมาก่อน ในช่วงที่อยู่กับอคาเดมี่ของดิ อีเกิลส์ และนั่นก็ช่วยให้เจ้าตัวมีเทคนิคที่ดี ช่วยขึ้นเกมสวนกลับให้ทีมได้ จากการออกบอลได้เฉียบคม และปัจจุบัน ดาวเตะวัย 21 ปีรายนี้ ก็พัฒนาจากเด็กในอคาเดมี่ ขึ้นมาเป็นนักเตะคนสำคัญของรอย ฮอดจ์สัน ไปเป็นที่เรียบร้อย

ตัวเลือกอันดับ 2 : แมตต์ โดเฮอร์ตี้ (วูล์ฟสฯ)


เซนเตอร์แบ็ค : สตีฟ คุ้ก (บอร์นมัธ)

ในฤดูกาลนี้ เอ็ดดี้ ฮาว เปลี่ยนให้บอร์นมัธเล่นเกมสวนกลับเป็นหลัก และการเล่นในรูปแบบนี้ก็ช่วยให้กองหลังที่ไม่ได้คล่องตัวนักอย่างคุ้ก ดูแลพื้นที่น้อยลง ซึ่งนั่นก็ช่วยให้เจ้าตัวทำผลงานได้ดี ในฤดูกาลนี้ ปราการหลังวัย 27 ปี เล่นได้อย่างมั่นใจมาก และเขาก็ยังเป็นเจ้าของสถิติเคลียร์บอลต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีกด้วย (7.4 ครั้ง/เกม)

นอกจากนี้ คุ้กยังเป็นคนที่เอาชนะการเล่นลูกกลางอากาศได้มากที่สุดในทีม (3.6 ครั้ง/เกม) และดักล้ำหน้าคู่แข่งได้มากที่สุดของทีม (0.8 ครั้ง/เกม) ต้องยอมรับเลยว่า แผนการเล่นสวนกลับแบบโบราณของฮาว นั้นช่วยให้สตีฟ คุ้ก กลับมาเฉิดฉายอีกครั้งในซีซั่นนี้

ตัวเลือกอันดับ 2 : เชน ดัฟฟี่ (ไบร์ทตัน)


เซนเตอร์แบ็ค : วิลลี่ โบลี่ (วูล์ฟสฯ)

แม้ตอนนี้ทัพหมาป่าจะไม่ชนะใครมา 5 เกมติดต่อกัน แต่พวกเขาก็ยังมีสถิติเกมรับที่ใช้ได้เลยทีเดียว ก่อนจบเกมในสัปดาห์ที่แล้ว มีแค่เพียงทีมในท็อป 4 เท่านั้น ที่มีสถิติเสียประตูน้อยกว่าวูล์ฟสฯ โดยพวกเขามีโบลี่เป็นหัวใจในแนวรับ จากการยืนตำแหน่งเซนเตอร์แบ็คฝั่งซ้ายในแผนหลัง 3

โบลี่เคยทำให้ดีเอโก้ มาราโดน่า ประทับใจมาแล้ว ในเกมที่พวกเขาเสมอแมนฯ ซิตี้ เจ้าตัวถือเป็นตัวอย่างของแข้งที่ทำผลงานได้ดีในฤดูกาลแรกที่ย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก อดีตกองหลังของปอร์โต้มักจะก้าวออกมาข้างหน้าแผงหลัง เพื่อเผชิญหน้ากับแนวรุกคู่แข่ง ก่อนจะเป็นคนออกบอลให้เพื่อนเล่นเกมรุกต่อ และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่โบลี่จะเป็นนักเตะที่มีสถิติตัดบอลต่อเกมได้มากที่สุดในทีม (2.2 ครั้ง/เกม) รวมถึงจ่ายบอลต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของทีม (45.9 ครั้ง/เกม) เป็นรองเพียง เจา มูตินโญ่ และรูเบน เนเวส สองกองกลางตัวเก่งของทีมเท่านั้น

ตัวเลือกอันดับ 2 : ฟาเบียน บัลบูเอน่า (เวสต์แฮม)


แบ็คซ้าย : โจเซ่ โฮเลบาส (วัตฟอร์ด)

แผนการเล่น 4-2-2-2 ของวัตฟอร์ด จะไม่มีทางเป็นไปได้ด้วยดี หากฟูลแบ็คของพวกเขาเติมเกมได้ไม่ดีพอ แต่แบ็คซ้ายของทีมอย่างโฮเลบาส ในวัย 34 ปี กลับทำผลงานได้เยี่ยมมากๆ เขาทำแอสซิสต์ไปแล้ว 4 ครั้งในฤดูกาลนี้ ซึ่งเท่ากับจำนวนแอสซิสต์ของตัวเองจาก 2 ฤดูกาลที่แล้วมารวมกัน

ผลงานอันยอดเยี่ยมในด้านเกมรุกของแบ็คชาวกรีก เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล เมื่อเขาทำ 2 แอสซิสต์ ในเกมเปิดสนามลีกฤดูกาลนี้ ที่ทีมชนะไบร์ทตัน 2-0 รวมถึงทำประตูชัยในเกมกับคริสตัล พาเลซ ช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม และทำแอสซิสต์อีก 2 ครั้ง ในเกมที่พวกเขาชนะสเปอร์ส 2-1

แต่หลังจากนั้น ผลงานเกมรุกของโฮเลบาสก็เริ่มเงียบลง ก่อนจะมาทำประตูได้อีกครั้งในเกมเสมอเซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 อย่างไรก็ตาม ฟอร์มโดยรวมของแบ็คซ้ายทีมชาติกรีซในฤดูกาลนี้ก็ถือว่าเยี่ยมมากจริงๆ

ตัวเลือกอันดับ 2 : ลูคัส ดีญ (เอฟเวอร์ตัน)


กองกลาง : กิลฟี่ ซิเกิร์ดสสัน (เอฟเวอร์ตัน)

หลายๆ คนคงคิดว่า กิลฟี่ ซิเกิร์ดสสัน จะทำผลงานได้ดีในการลงเล่นเป็นเพลย์เมคเกอร์ และสร้างความแตกต่างได้ใช่ไหม? งั้นเรายินดีด้วย พวกคุณทุกคนคิดถูกแล้ว

กองกลางทีมชาติไอซ์แลนด์รายนี้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ภายใต้การดูแลของมาร์โก ซิลวา เจ้าตัวทำไปแล้ว 6 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 14 เกมในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นสถิติที่ดีกว่าการเล่นทั้งฤดูกาลที่แล้วเสียอีก (4 ประตู 3 แอสซิสต์) และในซีซั่นนี้ ก็มีเพียงเอเดน อาซาร์, วิลเลี่ยน, ดาบิด ซิลบา และไรอัน เฟรเซอร์ เท่านั้น ที่มีสถิติสร้างโอกาสให้เพื่อนต่อเกมมากกว่าซิเกิร์ดสสัน ที่ทำได้ 2.4 ครั้ง /เกม และมันก็ช่วยให้กองหน้าอย่างริชาร์ลิสัน ทำผลงานได้ดีตามไปด้วย

ซิลวาพยายามทำทีมเอฟเวอร์ตัน โดยใช้ดาวเตะวัย 29 ปี เป็นศูนย์กลางของทีม ซึ่งนั่นเป็นการสร้างความมั่นใจให้เพลย์เมคเกอร์ชาวไอซ์แลดน์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ เจ้าตัวยังถือเป็นนักเตะที่มีโอกาสทำประตูต่อเกมมากที่สุดในลีก (2.5 ครั้ง/เกม) หากนับตั้งแต่เขาย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกกับสวอนซี ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2011/12

ตัวเลือกอันดับ 2 : อีดริสซ่า เกย์ (เอฟเวอร์ตัน)


กองกลาง : เจา มูตินโญ่ (วูล์ฟสฯ)

การจับคู่กันของมูตินโญ่-เนเวส ในแผงกลางของวูล์ฟสฯ ก็ช่วยให้ทีมมีสถิติเกมรับที่ยอดเยี่ยม และสร้างสรรค์เกมรุกได้ดีทีเดียว ตามระบบ 3-4-3 ของนูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ซึ่งตัวเนเวสเองก็เป็นที่จับตามองจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญในพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ต้นซีซั่นแล้ว (โดยเฉพาะทีเด็ดเรื่องลูกยิงไกล) แต่ดูเหมือนรุ่นพี่ร่วมชาติที่เป็นคู่หูของเขาในแดนกลางจะเป็นคนที่คุมทุกอย่างในเกมได้มากกว่า

ตามสถิติแล้ว มูตินโญ่ที่เป็นคนที่สร้างสรรค์เกมได้ดีที่สูดของวูล์ฟสฯ (จ่ายบอลจังหวะสำคัญ 2 ครั้ง/เกม) และยังเป็นคนที่เข้าปะทะสำเร็จต่อเกมมากที่สุดในทีม (3.2 ครั้ง/เกม) กองกลางทีมชาติโปรตุเกสรายนี้คุมเกมแดนกลางของทัพหมาป่าได้เป็นอย่างดี แม้นี่จะเป็นฤดูกาลแรกบนลีกสูงสุดแดนผู้ดี นอกจากนี้ ดาวเตะวัย 32 ปี ยังมีทีเด็ดยามถ่างออกไปเล่นด้านข้าง จากลูกครอส และลูกเซ็ตพีซที่แม่นยำด้วย อดีตกองกลางของโมนาโกถือเป็นหัวใจสำคัญในการขึ้นเกมรุกของวูล์ฟสฯ อย่างแท้จริง

ตัวเลือกอันดับ 2 : เดแคลน ไรซ์ (เวสต์แฮม)


กองกลาง : เจมส์ แมดดิสัน (เลสเตอร์)

มันคงเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ หากแมดดิสันในวัย 22 ปี จะทำผลงานได้ไม่ดีนักกับพรีเมียร์ลีกฤดูกาลแรกของตัวเอง ทว่ามันตรงกันข้าม อดีตมิดฟิลด์ของนอริชรายนี้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทัพจิ้งจอกอย่างรวดเร็ว จากการทำไป 3 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ ใน 7 เกมแรกบนลีกสูงสุดแดนผู้ดี เขาดูมีความมั่นใจเวลาอยู่กับบอล มีเท้าที่คล่องแคล่ว รวมถึงหาตำแหน่งได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งนั่นช่วยให้เลสเตอร์เป็นทีมที่มีการเคลื่อนที่ดีขึ้นมาก หลังจากทีมของพวกเขาขาดหายเรื่องนี้ไป นับตั้งแต่โคลด ปูเอล เข้ามารับงาน

แมดดิสันเป็นเจ้าของสถิติสร้างโอกาสทำประตูต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 9 ในลีก (2.1 ครั้ง/เกม) และถูกทำฟาวล์ต่อเกมมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ในลีก นอกจากนี้เขายังมีความสามารถในการเชื่อมเกมแดนกลางได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทีมชาติอังกฤษ ยุคแกเร็ธ เซาธ์เกต ขาดหาย ล่าสุด เพลย์เมคเกอร์ของเลสเตอร์รายนี้ ก็เพิ่งทำประตูให้ทีมชนะวัตฟอร์ด 2-0 และจากฟอร์มการเล่น แมดดิสันก็ควรจะถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกได้แล้วในปีหน้า

ตัวเลือกอันดับ 2 : เอเตียน กาปู (วัตฟอร์ด)


กองหน้าริมเส้น : โรแบร์โต้ เปเรย์ร่า (วัตฟอร์ด)

ในฤดูกาลนี้ เปเรย์ร่าทำไปแล้ว 5 ประตู จากการลงสนาม 14 เกมในลีก แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้แข้งอาร์เจนไตน์รายนี้เป็นหัวใจสำคัญของวัตฟอร์ด อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าฟอร์มการทำประตูของอดีตแข้งยูเวนตุสรายนี้ ทำเอาแฟนบอลในวิคาเรจ โร้ด ลืมชื่อริชาร์ลิสันไปเลย

ในตอนนิ้ ดาวเตะวัย 27 ปี อาจจะฟอร์มดรอปลงมาบ้าง แต่เจ้าตัวก็ทำประตูสำคัญช่วยทีมไว้ได้หลายลูก ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน หากไม่มีเขาในช่วงนั้น วัตฟอร์ดจะมีคะแนนหายไป 5 คะแนน อีกทั้งกองหน้าของทัพแตนอาละวาดก็ปืนฝืดพอสมควร หากไม่มีเปเรย์ร่าในเกมพบไบร์ทตัน, คริสตัล พาเลซ และวูล์ฟสฯ แล้ว เรามองว่าวัตฟอร์ดคงจะอยู่ในโซนครึ่งล่างของตารางแน่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าติดทีมยอดเยี่ยมของ

ตัวเลือกอันดับ 2 : วิลฟรีด ซาฮา (คริสตัล พาเลซ)


กองหน้า : ริชาร์ลิสัน (เอฟเวอร์ตัน)

หลายๆ คน คงมองว่า การที่เอฟเวอร์ตันทุ่มเงินจำนวน 50 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวริชาร์ลิสันมาจากวัตฟอร์ด คงจะเป็นดีลที่ล้มเหลวแน่ แต่ดูเหมือนคนที่คิดแบบนั้นคงต้องหน้าแตกไป เพราะดาวยิงวัย 21 ปี ทำผลงานได้ร้อนแรงทีเดียว

ดาวเตะทีมชาติบราซิลรายนี้ ได้กลับมาร่วมงานกับมาร์โก ซิลวา ที่เคยทำงานด้วยกันที่วัตฟอร์ดอีกครั้ง และตอนนี้ก็มีแนวโน้มว่า ริชาร์ลิสันจะตอบแทนเงิน 50 ล้านปอนด์ ได้คุ้มทุกเพนนี เขาทำไปแล้ว 6 ประตูในลีกฤดูกาลนี้ พร้อมกับการเปลี่ยนตำแหน่งมาเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าที่กูดิสัน ปาร์ค จากที่เคยเล่นเป็นกองหน้าริมเส้นมาก่อน และผลงานที่ยอดเยี่ยมกับต้นสังกัดใหม่ ก็ช่วยให้อดีตดาวเตะฟลูมิเนนเซ่ได้ติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ไปแล้ว 6 เกม พร้อมกับทำประตูไปแล้ว 3 ลูก

ริชาร์ลิสันมีคุณสมบัติครบถ้วนในการก้าวขึ้นไปเป็นกองหน้าระดับเวิลด์คลาส และเครดิตทั้งหมดก็ต้องยกให้มาร์โก ซิลวา ที่เห็นศักยภาพในตัวกองหน้าวัย 21 ปี รายนี้ และเราก็เชื่อว่า ทั้งคู่จะช่วยยกระดับเอฟเวอร์ตันให้ก้าวขึ้นไปอีกระดับได้

ตัวเลือกอันดับ 2 : คัลลัม วิลสัน (บอร์นมัธ)


กองหน้าริมเส้น : ไรอัน เฟรเซอร์ (บอร์นมัธ)

ในฤดูกาลนี้ เฟรเซอร์ลงเล่นในตำแหน่งปีกซ้าย และจัดการทะลวงแบ็คขวาของคู่แข่งจนแย่ไปหลายคน เขาเป็นอีกคนที่ได้ประโยชน์จากแผนการเล่นสวนกลับเร็ว ที่ เอ็ดดี้ ฮาว นำมาใช้กับทีมในฤดูกาลนี้ ซึ่งมันช่วยให้ปีกชาวสก็อตมีพื้นที่ในการสร้างสรรค์เกมเยอะขึ้น เฟรเซอร์มีสถิติสร้างโอกาสให้เพื่อน 2.5 ครั้ง/เกม ในซีซั่นนี้ ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของลีก

นอกจากนี้ เฟรเซอร์ยังทำแอสซิสต์มากที่สุดในลีกฤดูกาลนี้ จากการทำไปแล้ว 6 ครั้ง เท่ากับอารอน แรมซีย์ และราฮีม สเตอร์ลิ่ง รวมถึงทำไปแล้ว 3 ประตู ซึ่ง 2 ประตู มาจากเกมชนะเลสเตอร์ 4-2 อย่างไรก็ตาม ปีกทีมชาติสก็อตแลนด์ยังมีปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอ แต่สถิติการทำประตูและแอสซิสต์ในฤดูกาลนี้ของเขาก็ดีกว่าสถิติในฤดูกาลก่อนๆ ของตัวเอง ทั้งที่ยังลงเล่นได้ไม่ถึงครึ่งฤดูกาลเลย และถ้าเจ้าตัวสามารถทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอ ดาวเตะวัย 24 ปี ก็อาจจะได้ย้ายไปเล่นกับทีมที่ใหญ่ขึ้นในอนาคตก็ได้

ตัวเลือกอันดับ 2 : อองโตนี่ น็อกอาร์ต (ไบร์ทตัน)

Powered by UFABET


 

6 การเปลี่ยนแปลง หลังการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งสุดท้ายของอาร์เซนอล

6 การเปลี่ยนแปลง หลังการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งสุดท้ายของอาร์เซนอล

เรามาดูกันดีกว่าว่า มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง หลังจากที่ทัพปืนใหญ่คว้าแชมป์ลีกครั้งสุดท้ายได้เมื่อ 14 ปีที่แล้ว

การคว้าแชมป์ครั้งล่าสุดของอาร์เซนอล ที่เกิดขึ้นในปี 2004 ได้สร้างปรากฏการณ์แชมป์ไร้พ่ายได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของพรีเมียร์ชิพ และถือเป็นทีมที่สองของลีกสูงสุดอังกฤษที่ทำได้ต่อจากเปรสตัน ที่ทำไว้เมื่อ ซีซั่น 1888-1889 ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า หลังจากนั้น ขุนพลปืนโตก็ไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกเลย มิหนำซ้ำยังต้องลดเป้าหมายลงเหลือเพียงแค่ติดท็อป 4 เท่านั้น

เรามาย้อนกลับไปดูว่า ในสมัยที่ อาร์เซน่อลคว้าแชมป์ครั้งล่าสุด มีอะไรเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างจนถึงปัจจุบัน

การแจ้งเกิดของ เคธี่ ไพรซ์

เคธี่ ไพรซ์ ดารา นักร้อง นักแสดง และนางแบบสาวชาวอังกฤษ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากหลังจากการคว้าแชมป์ของอาร์เซนอลในปีนั้น ทั้งในบทบาทของนักร้องและนักแสดง รวมถึงหนังสือชีวประวัติของเธอ

ไพรซ์ คว้ารางวัล นางแบบสุดฮ็อตจากแม็กกาซีน Loaded นิตยสารไลฟ์สไตล์ของผู้ชาย ในปี 2004 รวมถึงหนังสือชีวประวัติของเธอก็ได้เข้าชิงรางวัลหนังสือชีวประวัติยอดเยี่ยมแห่งปี ในปี 2005 และรางวัลต่างๆ อีกมากมาย รวมถึงข่าวฉาวต่างๆ ของเธอ ที่ยิ่งทำให้เธอโด่งดังเป็นพลุแตกอยู่ในอังกฤษจนถึงทุกวันนี้ สวนทางกับพลพรรคปืนโตที่ไม่เคยคว้าแชมป์ลีกได้อีกเลยนับแต่นั้นมา


การแขวนสตั๊ดของ เป๊บ กวาร์ดิโอล่า และจุดเริ่มต้นของบทบาทผู้จัดการทีมที่คว้าแชมป์มากว่า 14 ถ้วย

นับตั้งแต่แขวนสตั๊ดในปี 2006 เป๊บก็เริ่มต้นบทบาทของผู้จัดการทีมกับบาร์เซโลน่า เบ ก่อนถูกดันขึ้นชุดใหญ่ และเริ่มสร้างตำนานคว้าแชมป์ต่างๆ มากมาย ทั้งแชมป์ลา ลีกา 3 สมัย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย และสแปนิช คัพ อีก 2 สมัย

หลังอิ่มตัวกับบาร์เซโลน่า เป๊บก็ย้ายที่ทำมาหากินมาอยู่กับบาเยิรน์ มิวนิค และยังช่วยให้ทีมเสือใต้คว้าแชมป์บุนเดสลีก 3 สมัย รวมถึงเดเอฟเบ โพคาล อีก 2 สมัย ก่อนจะย้ายมาอยู่กับแมนฯ ซิตี้ และพาทีมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกร้อยแต้มไปครองอย่างยิ่งใหญ่ในซีซั่นที่ผ่านมา


การตกชั้นของยูเวนตุส

ยูเวนตุสถูกปรับตกชั้นจากเซเรีย อา ด้วยคดีอื้อฉาวจากการล็อคผลผู้ตัดสิน ในฤดูกาล 2005/06 ก่อนทีมจะเลื่อนชั้นกลับมาสู่เซเรีย อา ได้อีกครั้งในซีซั่นถัดมา และสามารถกลับมาคว้าแชมป์เซเรีย อา ได้ 7 สมัยซ้อน อีกทั้งยังเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้อีกสองสมัย ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา


ผมของอาร์เยน ร็อบเบน

ในช่วงที่อาร์เซน่อลคว้าแชมป์ลีกครั้งล่าสุด หากใครลองย้อนกลับไปดู อาร์เยน ร็อบเบนในช่วงนั้น จะเห็นภาพของนักฟุตบอลดาวรุ่งจากเชลซีที่มีผมเต็มหัว จนในปัจจุบัน ที่ผมของร็อบเบนร่วงหมดหัวแล้ว อาร์เซนอลก็ยังคว้าแชมป์ลีกไม่ได้อีกเลยนับแต่นั้น


การกำเนิดของไอโฟน

แอปเปิ้ลของ สตีฟ จ๊อบในตอนนั้น เริ่มวางแผนการในการสร้างไอโฟน ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2004 ก่อนจะเริ่มเผยโฉมในเดือนมกราคม 2007 พร้อมด้วยการออกวางจำหน่ายครั้งแรกในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน และได้พัฒนามาจนถึงรุ่นล่าสุดในปัจจุบันอย่าง ไอโฟน X แต่อาร์เซนอลก็ยังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้งไม่ได้เลย


การคว้าแชมป์ครั้งล่าสุดของสเปอร์ส

ในขณะที่อาร์เซนอลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งล่าสุดในปี 2004 แต่คู่รักคู่แค้นร่วมเมืองลอนดอนของพวกเขาอย่างสเปอร์ส กลับมีอาการหนักยิ่งกว่า เมื่อพวกเขาสามารถทำได้เพียงการคว้าแชมป์ลีก คัพ ในปี 2008 ด้วยการเอาชนะเชลซีในช่วงต่อเวลาพิเศษ และไม่เคยคว้าแชมป์ใดๆ ได้อีกเลยนับแต่นั้นมา

Powered by UFABET


ฝ่าฟอร์มแข้ง “ช้างศึก” รอบแรกซูซูกิคัพ 2018

ฝ่าฟอร์มแข้ง “ช้างศึก” รอบแรกซูซูกิคัพ 2018

“ช้างศึก” ทีมชาติไทยตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ในฐานะแชมป์กลุ่มบี จากผลงาน ชนะ 3 เสมอ 1 ก่อนจะเข้าไปพบกับ มาเลเซียในรอบต่อไป โฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย ผ่าฟอร์มของนักเตะทีมชาติไทยในรอบแรกที่ผ่านมา ว่าแต่ละคนเป็นเช่นไรบ้าง

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน

เริ่มกันที่ตำแหน่งผู้เฝ้าประตู ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ได้ออกตัวตัวจริงใน เกมแรก ก็นับว่าปฏิบัติภารกิจก้าวหน้า เก็บคลีนซีดเซียวได้ นัดหมายในเกมเปิดบ้านชนะ ตำหนิมอร์ฯ 7-0 ซึ่งก็เกือบจะไม่ค่อยได้ปฏิบัติภารกิจอะไร ระหว่างที่เกมชนะ อินโดนีเซีย เสียไป ประตู ก็ดูเหมือนจะทำให้ขาดความมั่นใจและความเชื่อมั่นไปบ้าง แม้กระนั้นฟอร์มโดยรวมก็ยังอยู่ในกฏเกณฑ์ที่ดี

ผลงาน : ปรับอีกนิด


ฉัตรชัย บุตรพรม

นี่เป็นนายทวารที่ถูกแฟนบอลคนไทยเชียร์ให้ยึดมือชั้นยอดเยอะที่สุด โดยเขาได้ลงไปในสนาม เกม โดยเกมแรกเสียไป ประตูที่หลายท่านเห็นว่าคงจะทำเป็นดีมากยิ่งกว่านี้ ในตอนที่เกมลำดับที่สองก็เก็บคลีนซีดเซียวได้ ซึ่ง “เจ้าบอย” ฉัตรชัย ก็มีจังหวะเซฟหลักๆหลายครา ช่วงเวลาเดียวกันก็มีจังหวะลูกเหวให้มองเห็นอยู่บ้าง รอบถัดไปก็จะต้องมีสมาธิให้มากมายว่านี้

ผลงาน : ปรับอีกนิด


เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว

กัปตันกลุ่มชาติไทยลงไปในสนามตัวจริงครบทุกเกม พร้อมทั้งเป็นส่วนสำคัญของเกมรับให้กับกลุ่มชุดนี้ ซึ่งในรอบแรกก่อนหน้าที่ผ่านมาอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีบางจังหวะที่บกพร่องไปบ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งบอล แต่ว่าจังหวะเข้าสกัดรวมทั้งอ่านเกมก็นับว่าทำเป็นอย่างดีเยี่ยม

ผลงาน : ผ่าน


พรรษา เหมวิบูลย์

มิได้เล่นแค่นัดแรกเกมเดียวสำหรับ พรรษา เหมวิบูลย์ จากนั้นก็ยึดตัวหลักตลอดใน เกมข้างหลัง พร้อมด้วยทำผลงานได้ดีเยี่ยมในเกมรับที่ติดต่อประสานงานกับ เฉลิมพงษ์ ได้อย่างพอดี ที่สำคัญก็ขึ้นมาทำแต้มในจังหวะเซตเพลย์ได้ 2ลูกในรอบแรก

ผลงาน : ผ่าน


มานูเอล ทอม เบียห์ร

โชคร้ายที่เล่นได้เพียงแต่เกมเดียวในนัดที่ชนะ ติมอร์ฯ 7-0 ก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บจนจะต้องถอนตัวออกมาจากกลุ่มชุดนี้ ซึ่ง 90 นาทีในรายการนี้ของ มานูเอล ทอม เบียห์ร ก็ปฏิบัติหน้าที่ได้ดิบได้ดี หยุดเกมรุกของติมอร์ฯ ได้อยู่มือ

ผลงาน : ผ่าน


กรกช วิริยะอุดมศิริ

ยึดตำแหน่งแบ็คซ้ายตัวหลักให้กับทีมตลอดในรอบแรก ลงสนามครบทั้ง 4 เกม ซึ่งอาจจะไม่ใช่แบ็คสไตล์จอมบุ๊ค แต่ความแม่นยำในการวางบอลของเจ้าตัวก็เป็นทีเด็ดของทีมได้ในหลายจังหวะ ขณะที่เกมรับก็ทำได้อย่างดีในการหยุดเกมรุกคู่แข่ง

ผลงาน : ผ่าน


ฟิลิป โรลเลอร์

แบ็คขวาจอมบุกเล่นแบบเต็มเกมใน 3นัดแรก ส่วนเกมล่าสุดก็ลงสำรองในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซึ่ง ฟิลิป โรลเลอร์ ก็ถือว่าทำผลงานได้ดี แม้ว่าจังหวะเติมเกมบุกช่วยทีมจะมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง แต่หลายๆครั้งที่เจ้าตัวเติมก็สร้างความปั่นป่วนให้กับเกมรุกคู่แข่งได้เป็นอย่างดี ขณะที่เกมรับก็เอาชนะคู่แข่งได้ตลอด

ผลงาน : ผ่าน


มิก้า ชูนวนศรี

ได้ลงสนามในเกมนัดสุดท้ายที่เอาชนะ สิงคโปร์ 3-0 สำหรับ มิก้า ชูนวนศรี ซึ่งก็ทำผลงานได้ดี นั้นก็ทำให้อุ่นใจสำหรับตำแหน่งแบ็คขวา ที่ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิป หรือ มิก้า ใครลงสนามก็ได้

ผลงาน : ผ่าน


ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์

ตัวตัดเกมที่ดีที่สุดของเมืองไทยในเวลานี้ สำหรับ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์​ โดยในรอบแรกที่ผ่านมาก็เล่นได้อย่างดุดันในจังหวะเข้าสกัดบอลทำลายเกมคู่ต่อสู่ ถือเป็นคนที่ช่วยแบ่งเบาภาระของแผงกองหลังได้เป็นอย่างดี มีเพียงเกมที่บุกเสมอ ฟิลิปปินส์ 1-1 เท่านั้นที่ดูจะลดความดุดันลงไปก็เนื่องจากมีใบเหลือติดตัวตั้งแต่ต้นเกม

ผลงาน : ผ่าน


ธนบูรณ์ เกษารัตน์

นี่คือกองกลางที่เป็นตัวเชื่อมเกมให้กับทีม มีส่วนทั้งจังหวะการเล่นเกมรับและจังหวะช่วยสนับสนุนเกมรุก แม้ว่าจะไม่โดดเด่น แต่ก็เป็นเหมือนคนที่ค่อยปิดทองหลังพระ ซัพพอร์ตให้ ฐิติพันธ์ และ สรรวัชร์​ได้ระเบิดฟอร์มอย่างเต็มที่

ผลงาน : ผ่าน


ปกเกล้า อนันต์

ลงสนาม 3 นัดในรอบแรก โดยเป็นการออกสตาร์ทตัวจริง 1 เกม ก็ถือว่าทำผลงานได้ตามมาตรฐาน เก็บบอลและประสานงานร่วมกับเพื่อนร่วมทีมได้เป็นอย่างดี พร้อมกับยิงไป 1ลูกในเกมชนะ อินโดนีเซีย 4-2 ถือเป็นนักเตะที่เล่นได้หลายแทคติกตามที่ ราเยวัช ได้มอบหมาย

ผลงาน : ผ่าน


สรรวัชญ์ เดชมิตร

นี่คือคนที่มีโอกาสลุ้นคว้ารางวัล MVP ในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 หลังจากระเบิดฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบแรก ที่เล่นได้อย่างเนียนตา ไม่ว่าจะการครอบครองบอลหรือจ่ายบอลที่แสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นของเจ้าตัวในการเล่นฟุตบอล

ผลงาน : ท็อปฟอร์ม


สุมัญญา ปุริสาย

ได้ลงสนาม 2นัดในการเป็นสำรองช่วงท้ายเกม ที่แทบไม่มีเวลาให้ได้โชว์ฝีเท้ามากพอ แต่ระยะเวลาเกือบ 15 นาทีในรอบแรกที่ลงสนามก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น

ผลงาน : เวลาในสนามน้อยเกินไป


นูรูล ศรียานเก็ม

ปีกตัวจี๊ดที่ถูก ราเยวัช ใช้เป็นตัวปั่นป่วนเกมรับคู่แข่งทางริมเส้น ซึ่งเขาก็ทำได้ตามที่กุนซือชาวเซอร์เบียต้องการ แม้ว่าหลายๆจังหวะอาจจะดูติดๆขัดๆและทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันมากนัก แต่โดยรวมก็ถือว่าทำผลงานได้ดี

ผลงาน : ปรับอีกนิด


มงคล ทศไกร

นี่คือนักเตะที่ถูกโค้ชคีย์บอร์ดโจมตีมากที่สุดถึงฟอร์มการเล่นในรอบแรก เมื่อแทบทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน หลายๆจังหวะก็ขาดๆเกิดๆ ซึ่งก็อาจจะเป็นแทคติค ที่ราเยวัช ต้องการก็ได้ หากประเมินอย่างตรงไปตรงมาในรอบแรกถือว่ายังไม่ผ่าน แต่เราก็อาจจะเห็นเขาระเบิดฟอร์มในรอบต่อไปก็เป็นได้ เพราะ “จ่าเย็น” เป็นนักเตะที่มีพลังแฝงเยอะ

ผลงาน : ต้องปรับอีกเยอะ


ศศลักษณ์ ไหประโคน

22 นาทีดูจะน้อยเกิดไปสำหรับปีกดาวรุ่งคนนี้ที่ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรมากนักในสนาม จังหวะกระชากลากเลื้อยเล่นงานคู่แข่งก็ยังไม่มีให้เห็น อีกทั้งก็ยังดูจะประหม่าไปบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือความมุ่งมั่นของเขาที่พยายามจะเค้นฟอร์มออกมาให้ ราเยวัช ได้เห็น

ผลงาน : ปรับอีกนิด


ปกรณ์ เปรมภักดิ์

ลงสนามในช่วงทดเวลาบาดเจ็บในเกมชนะ สิงคโปร์ ทำให้แทบไม่ได้โชว์อะไรให้แฟนบอลได้เห็น ก็ยังต้องรอโอกาสต่อไปสำหรับ ปกรณ์ เปรมภักดิ์

ผลงาน : เวลาน้อยเกินไป


ศุภชัย ใจเด็ด

นี่คือดาวรุ่งที่ทำผลงานได้ร้อนแรงที่สุดคนหนึ่งของ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 สำหรับ “เจ้าอาร์ม” ศุภชัย ใจเด็ด ดาวรุ่งวัย 19 ปีที่ยิงไป 3ประตูในรอบแรก 3เกมแรกลงสนามในฐานะตัวสำรองก็แสดงให้เห็นว่าอายุไม่ใช่ข้อจำกัดของเขา และในเกมนัดสุดท้ายก็ลงเล่นเต็มเกม ซึ่งทั้ง4เกมที่ลงสนามก็จะเห็นว่านี่คือกองหน้าที่ครบเครื่องคนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นการเก็บบอลและจังหวะทำประตู

ผลงาน : ผ่าน (เกรดA)


อดิศักดิ์ ไกรษร

8 ประตู พร้อมกับรังตำแหน่งดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ในเวลานี้ คงไม่ต้องบรรยายอะไรมากมาย ถึงความยอดเยี่ยมและความร้อนแรงของ “AK9” อดิศักดิ์ ไกรษร ที่ครบเครื่องของการเป็นดาวยิง แม้ว่าตั้งแต่เกมที่สองเป็นต้นมาจะถูกกองหลังคู่แข่งประกบชนิดไม่ได้กระดิกแต่เจ้าตัวก็ฉีกหนีออกมาสร้างความอันตรายได้

ผลงาน : ท็อปฟอร์ม


ชนานันท์ ป้อมบุบผา

ได้รับโอกาสลงสนาม 2 นัด ในฐานะตัวสำรองในช่วงท้ายเกม ทำให้เวลาในการโชว์ของมีไม่มากเท่าที่ควร

ผลงาน : เวลาน้อยเกินไป


3 นักเตะที่ยังไม่ได้รับโอกาสลงสนาม

ขณะที่ 3 นักเตะที่ยังไม่ได้ลงสนามในทัวร์นาเมนต์นี้ก็ประกอบไปด้วย สรานนท์ อนุอินทร์​ นายทวารมือสาม และ 2 แนวรับอย่าง สุพรรณ ทองสงค์ กับ เควิน ดีรมรัมย์

Powered by UFABET


ดรีมทีมแข้งเวิลด์คลาสที่จะกลายเป็นฟรีเอเยนต์ในซัมเมอร์หน้า

ดรีมทีมแข้งเวิลด์คลาสที่จะกลายเป็นฟรีเอเยนต์ในซัมเมอร์หน้า

​นี่คือ 11 นักเตะระดับโลก ที่กำลังจะหมดสัญญากับต้นสังกัดในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า และนั่นก็ทำให้พวกเขาคงจะถูกจับตาจากทีมชั้นนำทั่วยุโรปแน่ มาดูกันว่าทั้ง 11 คนนี้เป็นใครกันบ้าง


ผู้รักษาประตู : ดาบิด เด เกอา (แมนฯ ยูไนเต็ด)

นี่อาจจะถือเป็นข่าวร้ายสุดๆ สำหรับแฟนบอลเรด เดวิลส์ ที่นักเตะยอดเยี่ยม 4 สมัยของสโมสร กำลังจะหมดสัญญาหลังจบฤดูกาลนี้

อย่างไรก็ตาม ทัพปีศาจแดงยังมีเงื่อนไขสามารถต่อสัญญากับมือกาวทีมชาติสเปนโดยอัตโนมัติออกไปได้อีก 1 ฤดูกาล ทำให้นายทวารวัย 28 ปี คงไม่ได้ย้ายออกไปแบบไร้ค่าตัวในซัมเมอร์หน้าแน่

ในตอนนี้ ยังมีข่าวออกมาเรื่อยๆ ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังพยายามที่จะเจรจาเรื่องสัญญากับเด เกอา แต่นายด่านชาวสแปนิชก็ยังนิ่งเฉยในเรื่องนี้ และมันก็คงโทษเขาไม่ได้หรอก หากดูสถานการณ์ของยอดทีมจากแมนเชสเตอร์ในปัจจุบัน


แบ็คขวา : ดานี่ อัลเวส (เปแอสเช)

ในฤดูกาลนี้ อัลเวสต้องตกไปเป็นตัวสำรองของทีม หลังจากที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณเอ็นหน้าเข่าตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ฟอร์มการเล่นก่อนเจ็บของแบ็คขวาวัย 35 ปี รายนี้ ยังอยู่ในระดับสูง และเจ้าตัวเองก็เพิ่งบอกว่าอยากลองไปเล่นในพรีเมียร์ลีกดู ซึ่งทีมจากอังกฤษก็น่าจะลองเสี่ยงดูกับเขาดูสักตั้ง เพราะยังไง พวกเขาก็ไม่ต้องเสียเงินสักเพนนีเดียวในการดึงตัวมาร่วมทีม (แม้อาจจะต้องเสียค่าเหนื่อยแพงสักหน่อยก็เถอะ)


เซนเตอร์แบ็ค : ดีเอโก้ โกดิน (แอตฯ มาดริด)

ปราการหลังทีมชาติอุรุกวัยรายนี้ลงเล่นให้กับทัพตราหมีมาอย่างยาวนาน และพาทีมก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทีมลุ้นแชมป์ของลา ลีก้า ร่วมกับเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่า

อย่างไรก็ตาม สัญญาของโกดินดับแอตฯ มาดริด กำลังจะหมดลงในฤดูกาลนี้ และมีข่าวออกมาด้วยว่าเขาเองไม่ยอมที่จะต่อสัญญากับทีม และนี่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่แมนฯ ยูไนเต็ด, เอซี มิลาน และยูเวนตุส ซึ่งเคยตกเป็นข่าวกับตัวกองหลังวัย 32 ปี จะคว้าไปร่วมทีมได้


เซนเตอร์แบ็ค : โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ (สเปอร์ส)

แฟนบอลหลายคนต่างคิดว่าอัลเดอร์ไวเรลด์จะอำลาทีมไปตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว หลังจากที่ปอเช็ตติโน่เลือกดรอปเขาไว้ที่ข้างสนามในหลายๆ เกม

อย่างไรก็ตาม ปราการหลังทีมชาติเบลเยี่ยมได้กลับมาลงสนามให้กับทีมอย่างสม่ำเสมออีกครั้งในซีซั่นนี้ แต่ทัพไก่เดือยทองก็ต้องเร่งเจรจาเรื่องสัญญากับเขาโดยเร็ว หากไม่อยากเสียดาวเตะรานี้ไปฟรีๆ เพราะกองหลังวัย 29 ปี กำลังจะหมดสัญญากับทีมในฤดูกาลนี้แล้ว และแมนฯ ยูไนเต็ด ก็น่าจะจับตาสถานการณ์ของอัลเดอร์ไวเรลด์อย่างใกล้ชิด


แบ็คซ้าย : ยาน แฟร์ทองเก้น (สเปอร์ส)

คู่หูของอัลเดอร์ไวเรลด์ที่สเปอร์สก็เป็นอีกคนที่จะหมดสัญญากับทีมหลังจบฤดูกาลนี้ แม้เจ้าตัวจะลงเล่นในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ค แต่ด้วยความสามารถที่ลงเล่นเป็นแบ็คซ้ายได้ในบางเกม ก็ทำให้เราเลือกเขาติดทีมนี้ในตำแหน่งแบ็คซ้าย

สถานการณ์ของแฟร์ทองเก้นทำให้สเปอร์สตกอยู่ในภาวะที่ลำบาก และหากทัพไก่เดือยทองเสียสองกองหลังทีมชาติเบลเยี่ยมไปในซัมเมอร์หน้า ความแข็งแกร่งในแนวรับของพวกเขาต้องลดลงไปแน่นอน และนั่นก็อาจจะทำให้ทีมหมดโอกาสลุ้นแชมป์ไปเลยก็ได้


กองกลาง : อาเดรียน ราบิโอต์ (เปแอสเช)

แม้เปแอสเชจะพยายามเจรจาเรื่องสัญญากับราบิโอต์มาหลายครั้งในรอบปีที่ผ่านมา แต่มิดฟิลด์วัย 23 ปี ก็ไม่มีทีท่าที่จะตอบตกลงด้วยเลย

ด้วยพรสวรรค์ของราบิโอต์ ทำให้ยอดทีมในยุโรปหลายทีมจับตาสถานการณ์ของเขาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบาร์เซโลน่า และโอกาสที่เจ้าตัวจะย้ายออกจากปาร์ก เดส์ แพรงส์ หลังจบฤดูกาลนี้ก็มีสูงทีเดียว


กองกลาง : มูซ่า เดมเบเล่ (สเปอร์ส)

เดมเบเล่เป็นอีกหนึ่งแข้งตัวหลักของสเปอร์สที่จะหมดสัญญากับทีมหลังจบฤดูกาลนี้ เขาอยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 2012 แต่ดูเหมือนว่าเวลาของเจ้าตัวกับทีมจะหมดลงแล้ว

ดาวเตะทีมชาติเบลเยี่ยมตกเป็นข่าวว่าจะย้ายไปโกยเงินหยวนที่จีนตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่เจ้าตัวก็ยังคงอยู่ในลอนดอนต่อ แต่เมื่อหมดสัญญากับทีมในฤดูกาลนี้ เขาก็อาจจะได้ย้ายไปเล่นที่แผ่นดินใหญ่จริงๆ ก็ได้


กองกลางตัวรุก : อารอน แรมซีย์ (อาร์เซนอล)

แรมซีย์มีแนวโน้มสูงมากที่จะย้ายออกจากเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในซัมเมอร์หน้า หลังอูไน เอเมรี่ ออกมาบอกว่า เขาไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมในอนาคต

ซึ่งมิดฟิลด์ชาวเวลส์เคยออกมาบอกว่า ตัวเองได้รับข้อเสนอจากอาร์เซนอลแล้ว ซึ่งตัวเขาก็ยินดีที่จะต่อสัญญา แต่ข้อเสนอดังกล่าวก็ถูกล้มเลิกไป เมื่อเอเมรี่พูดเรื่องอนาคตออกมา

อย่างไรก็ตาม แรมซีย์ถือเป็นกองกลางฝีเท้าดีคนหนึ่ง และก็มีข่าวออกมาด้วยว่าลิเวอร์พูลสนใจจะคว้าตัวไปร่วมทีม แต่ตัวเต็งที่จะได้ลายเซ็นของมิดฟิลด์วัย 27 ปี รายนี้คือ บาเยิร์น มิวนิค


ปีกขวา : อาร์เยน ร็อบเบน (บาเยิร์น มิวนิค)

ร็อบเบนเป็นหนึ่งในนักเตะตัวเก๋าของบาเยิร์น มิวนิค ที่น่าจะถูกปล่อยตัวออกไปในซัมเมอร์หน้า หลังบอร์ดบริหารของสโมสรออกมาบอกว่า ต้องการเติมความสดใหม่ให้กับทีม

ซึ่งทัพเสือใต้ก็ดูเหมือนจะเตรียมการหาตัวแทนของปีกชาวดัตช์ไว้แล้ว จากการคว้าตัวอัลฟองโซ่ เดวีส์ ปีกวันเดอร์คิดวัย 18 ปี ชาวแคนาดา

แม้ร็อบเบนจะมีอายุ 34 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังทำผลงานได้ไม่เลว อดีตดาวเตะเชลซีทำไปแล้ว 3 ประตู จากการลงสนาม 8 นัดในบุนเดสลีก้าซีซั่นนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขายังไม่โรยราง่ายๆ และยังช่วยเพิ่มความสนใจให้กับทีมที่อาจจะต้องการปีกจอมตัดเข้าในช่วงซัมเมอร์หน้าด้วย


ปีกซ้าย : อองโตนี่ มาร์กซิยาล (แมนฯ ยูไนเต็ด)

จากสัญญาที่กำลังจะหมดลง ทำให้มาร์กซิยาลถือเป็นหนึ่งในแข้งที่ถูกจับตามองมากที่สุดของยุโรปในตอนนี้

ดาวเตะหน้านิ่งรายนี้ตกเป็นข่าวจะย้ายออกจากโอลด์ แทรฟฟอร์ด ตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังมีข่าวออกมาว่าเขามีปัญหากับโจเซ่ มูรินโญ่ กุนซือของทีม แต่ท้ายที่สุด กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสก็ยังลงเล่นให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ต่อไป และเจ้าตัวก็ทำผลงานได้ดีทีเดียวในฤดูกาลนี้

ในช่วงต้นฤดูกาล มีข่าวว่ามาร์กซิยาลเตรียมจะขยายสัญญากับทีมแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ไม่เกิดขึ้น และตอนนี้ เราก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเขาจะอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ต่อ หรือจะย้ายออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ กับทีมอื่น


กองหน้า : แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ (ลิเวอร์พูล)

ในตอนแรก สเตอร์ริดจ์เหมือนจะหมดอนาคตกับลิเวอร์พูลไปแล้ว แต่ในตอนนี้ เขากลับกลายเป็นแข้งซูเปอร์ซัพคนสำคัญของทีม

สเตอร์ริดจ์ถือเป็นหนึ่งกองหน้าชั้นนำของพรีเมียร์ลีก แต่ด้วยอาการบาดเจ็บก็ทำให้เขาไม่ค่อยได้ลงสนาม แต่ในฤดูกาลนี้ เจ้าตัวกลับมามีสภาพร่างกายที่ดีอีกครั้ง พร้อมกับยิงประตูสำคัญๆ ให้ทัพหงส์แดงอยู่เรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ทีมก็ยังไม่ได้ยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้กับดาวยิงจอมเซิ้ง ทั้งที่สัญญาของเขากำลังจะหมดลงเมื่อจบซีซั่นนี้

ดูเหมือนว่าคล็อปป์อาจจะตัดสินใจไปแล้วว่าจะไม่ต่อสัญญากับหัวหอกวัย 29 ปี และเลือกที่จะดันดาวรุ่งอย่างโดมินิค โซลันกี้ ขึ้นมาแทน ทำให้สถานการณ์ในการย้ายทีมของสเตอร์ริดจ์ค่อนข้างเปิดกว้าง และหากเขาเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์จริง เราเชื่อว่าคงจะมีหลายทีมมารุมแย่งตัวแน่นอน

โฉมหน้า 11 ตัวจริง ทีมฟรีเอเยนต์หลังจบฤดูกาลนี้

Powered by UFABET